วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

เผย"สนธิ"ทำหนังสือแฉปฏิวัติ49หลังตัวตาย


เมื่อวันที่ 23 มี.ค. พล.อ.พัลลภ  ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รองผอ.รมน.) กล่าวถึงกรณีพล.ต.สนั่น  ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องการให้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เปิดเผยผู้อยู่เบื้องหลังการทำปฏิวัติว่า สิ่งที่พล.ต.สนั่นพูดเป็นประเด็นเก่า เป็นการถามเรื่องเก่า แต่ตนคงตีประเด็นเรื่องนี้ไม่ได้ ซึ่งพล.ต.สนั่นพูดจาถามพล.อ.สนธิชัดเจน ตนไม่อยากไปแทรกแซง ส่วนสาเหตุที่พล.ต.สนั่นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดในช่วงที่กำลังเข้าสู่กระบวนการปรองดองเพื่ออะไรนั้น ต้องไปถามเจ้าตัว ตนไม่ได้เจอพล.ต.สนั่นเลย แม้ว่าตนกับพล.ต.สนั่นเป็นเพื่อนจปร.7กัน แต่ไม่ได้มีการโทรศัพท์พูดคุยกัน มารู้อีกทีก็รู้สึกตกใจ ไม่รู้ว่า ท่านคิดอะไรตอนนี้ และตนไม่รู้ว่า การที่พล.ต.สนั่นหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจะทำให้การปรองดองสะดุดหรือไม่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งตนจะหาเวลาว่างคุยกับพล.ต.สนั่นว่า เกิดอะไรขึ้นมา ตนพูดไปตอนนี้เกรงว่าจะไปกันใหญ่ ส่วนพล.อ.สนธิตนก็ยังไม่ได้มีการพูดคุย เพราะสายงานไม่เกี่ยวกัน                
ทางด้านพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องปฏิวัติเลย ทั้งนี้พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปต้องตอบให้ชัดเจน แต่จะให้บอกว่า ให้ใครไปพูดอย่างไร คงไม่ได้ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน สไตล์ใครก็สไตล์มัน แต่เท่าที่ติดตามพล.ต.สนั่นไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ก่อนหน้านี้ตนมีตำแหน่ง ตนจะไม่ยอมให้ใครบอกว่า ควรทำอย่างนั้น หรือควรทำอย่างนี้ และต้องรับผิดชอบต่อการเงี่ยหูฟัง คือ ติดตามสถานการณ์อย่างจริงจัง จะไม่ทิ้งประเด็น และอย่าไปหลงคารมในการปล่อยข่าว แล้วไปเชื่อเขา ต้องดูว่า อะไรที่เป็นสาระ ที่เกี่ยวข้องกับที่ตัวเองรับผิดชอบ ตนจะไม่ปล่อย อยากจะดูเหมือนกันว่า จะอึมครึมไปนานแค่ไหน                 
เมื่อถามว่าการที่พล.ต.สนั่นพูดเรื่องปฏิวัติจะทำให้การปรองดองหยุดชะงักหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า คำถามและคำตอบมันอยู่ในตัวเดียวกัน คนไทยทุกคนมีคำถามแบบนี้ เพียงแต่คนอื่นจะคิดเหมือนกันหรือไม่ แต่ความจริงทุกคนมีคำตอบ ทุกอย่างเราต้องยึดผลประโยชน์ส่วนรวม หรือประชาชนก็ได้ แต่พูดง่ายๆจะต้องไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน หรือไม่ทำให้สังคมป่นปี้ ขอให้ทุกคนตั้งสติทำความดีตามหน้าที่ของตัวเอง เพื่อให้ทุกอย่างคลี่คลาย เราต้องไม่กลบเกลื่อน ต้องผชิญหน้ากับปัญหาเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เผชิญหน้าเพื่อฟาดฟันกัน                  
ขณะที่พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์ นายทหารใกล้ชิดพล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.สนั่นระบุว่าขอร้องให้พล.อ.สนธิ ออกมาพูดความจริงเหตุการณ์ปฏิวัติฯผ่านพล.อ.มงคลว่า  ข้อเท็จจริงคือหลังการปฏิวัติ 19 ก.ย.49 ผ่านไปสักประมาณปีกว่าๆ พล.อ.เปรมท่านรู้สึกไม่สบายใจที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าท่านอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติฯ ซึ่งท่านไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด จึงอยากให้ พล.อ.สนธิออกมาเคลียร์พูดความจริง ท่านจึงมอบหมายให้พล.อ.มงคลรับภารกิจนี้ไปดำเนินการ  หลังจากนั้นพล.อ.มงคลจึงมอบให้ตนเป็นผู้ติดต่อโทรศัพท์ไปหาเพื่อบอกถึงความต้องการของพล.อ.เปรม  เมื่อตนโทรศัพท์ไปหาพล.อ.สนธิ ได้แต่รับฟังและไม่ได้ว่าอะไรและยังไม่ยอมชี้แจงกับสื่อมวลชนให้เข้าใจ                
“ที่ต้องรับภารกิจโทรศัพท์ไปคุยกับพล.อ.สนธิ เนื่องจากเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 รุ่นเดียวกันสามารถพูดคุยกันได้ แต่ก็ยอมรับว่าไม่สำเร็จ เพราะพล.อ.สนธิไม่ยอมชี้แจงกับสื่อมวลชนให้เข้าใจว่าป๋าเปรมท่านไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปฏิวัติฯ  มาถึงวันนี้ พล.อ.มงคล ให้ความสนใจกับข่าวที่ พล.ต.สนั่น ระบุจึงมานั่งทบทวนเหตุการณ์ ซึ่งผมยังเก็บเบอร์โทรศัพท์ของ พล.อ.สนธิ ในขณะนั้นไว้เลยว่าเราได้มีการพูดคุยกันจริง" พล.อ.บัญชร กล่าว
ส่วนกรณีที่พล.ต.สนั่น ลุกขึ้นถามพล.อ.สนธิ อย่างตรงไปตรงมาเช่นนั้น ผมรู้สึกเห็นใจพล.อ.สนธิ ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นที่มาเจอคำถาม ชนิดที่ชาวบ้านทั่วไปพูดว่า ไปแทบไม่เป็น และไม่ได้ตั้งตัวมาก่อนว่าพอเจอคำถามเช่นนั้น จนกระทั่งมาตั้งตัวได้ให้ข่าวอีกครั้งว่า พล.อ.เปรมไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิวัติฯแต่ก็เสียรังวัดไปก่อนแล้ว  อย่างไรก็ตาม พล.อ.มงคล ได้โทรศัพท์มาหาผมพร้อมกับบอกว่า  สนใจกับข่าวที่พล.ต.สนั่น ออกมาพูดถึงที่มาที่ไปของข่าวกรอง ซึ่งเป็นความจริงตามที่ผมและพล.อ.มงคล ได้ดำเนินการตามที่พล.อ.เปรม มอบหมายทุกประการ                  
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่พล.อ.สนธิ จะเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ พล.อ.สนธิได้มีการทำพ็อคเก็ทบุ๊คจำนวน 6 เล่ม อาทิ อัตชีวประวัติส่วนตัว ชีวิตรับราชการทหาร สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และที่สำคัญ คือ หนังสือที่เกี่ยวกับเบื้องหลังเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.49 ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้นำทหารของต่างประเทศให้ความสนใจมาก โดยปัจจุบันหนังสือทั้ง 6 เล่มจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการตีพิมพ์เนื่องจากเกรงว่า จะส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ถูกพาดพิงในหนังสือ โดยเล่มที่เกี่ยวกับปฏิวัตินี้พล.อ.สนธิ ต้องการจะให้มีการพิมพ์ภายหลังจากที่ตนเองเสียชีวิตลง เพื่อเปิดเผยเบื้องหลังเกี่ยวกับการปฏิวัติเมื่อปี 49 

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

ฮือฮาโคราชแห่นางแมวขอฝนแก้ภัยแล้ง จัดร่วมขบวนงานย่าโม


เมื่อวันที่ 23 มีนาคม จังหวัดนครราชสีมา จัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรานรี ในหลายพื้นที่ โดยมีการจัดงานใหญ่ที่สุดอยู่ในตัวเมืองนครราชสีมา  ส่วนสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมาได้มีการจัดงานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน  โดยมีนายคทายุทธ ติระพงศ์ประเสริฐ นายอำเภอเสิงสาง พร้อมด้วยบุคคลสำคัญจากหลายหน่วยงาน พร้อมใจกันร่วมเปิดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี องค์ประจำอำเภอเสิงสางอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีตัวแทนจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักสนุกสนาน
นายคทายุทธ ติระพงศ์ประเสริฐ นายอำเภอเสิงสาง เปิดเผยว่า การจัดงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมอันยิงใหญ่ของท้าวสุรนารี เพื่อให้ประชาชนรุ่นหลังได้ทราบวีรกรรมดังกล่าว เพื่อให้เยาชนมีจิตสำนึกถึงความรักบานรักเมือง และเพื่อ ให้มีความสมัครสมานสามัคคี และเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ร่วมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ร่วมทั้งเป็นการโชว์ภูมิปัญหาไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
โดยในงานดังกล่าวมีขบวนต่าง ๆ ที่จัดแสดงให้ชมมากมาย ทั้งขบวนรถผลไม้ หรือผลผลิตจากพืชไร่ โดยมีการนำ กล้วย ข้าวโพด อ้อย ถั่วฝักยาว พริก มันสำปะหลัง มะละกอ และผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ มาจัดแสดงประดับประดาในขบวนรถให้ชมอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังมีขบวนแห่งอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย
ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดขบวนหนึ่งคือ ขบวนแห่นางแมวของ ตำบลสระตะเคียน หมู่ที่ 5 อำเภอเสิงสาง ซึ่งมีการนำเอาพิธีแห่นางแมวมาร่วมในขบวนเพื่อแสดงถึงประเพณีโบราณที่ปฏิบัติสืบทอดมาโดยจะจัดขึ้นเมื่อต้องการให้ฝนตก หรือเมื่อประสบปัญหาภัยแล้ง
จากการสอบถาม นาย ทิม นิลพรมมา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 เปิดเผยว่า กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นกรณีที่ฝนแล้งฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ถึงจะได้จัดกิจกรรมแห่งนางแมวขึ้น ซึ่งในโอกาสที่จัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี  และในช่วงนี้ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้ฝนตก เนื่องจากกำลังประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก พืชผักพืชไร่กำลังต้องการนำ จึงได้จัดขบวนแห่นางแมวมาร่วมในกิจกรรมดังกล่าวด้วย ทั้งนี้สืบเนื่องจากในช่วงที่จัดงานดังกล่าว ในเขตพื้นที่ อำเภอเสิงสาง และพื้นที่ใกล้เคียงกำลังประสบภัยแล้งอย่างมาก พืชไร่หลายอย่างต้องการน้ำฝน เพื่อให้ขบวนแห่สมจริง และเข้ากับสถานการณ์ จึงได้จัดพิธีแห่นางแมวข้าวร่วมในงานดังกล่าวด้วย โดยตามความชื่อของประชาชนในหมู่บ้าน เชื่อว่าการจัดพิธีแห่นางแมวขึ้นแล้ว จะทำให้ฝนจะได้ตกตามความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งจะสามารถช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างมาก.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

มือปืนทมิฬจ่อยิงสาวใหญ่เจ้าของร้านอาหารตามสั่งดับ


เมื่อเวลา 05.00 น.วันนี้ (24 มี.ค.) ร.ต.อ.เกรียงไกร นาคแก้ว ร้อยเวร สภ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุยิงกันตายที่บ้านเลขที่ 139หมู่ 4 ต.สระกระโจม ริมถนนสายสระกระโจม-ด่านช้าง รุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.กฤษณา เอมอ่อง ผกก. และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเสมอกัน ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวหลังคามุงจาก ด้านหน้าเปิดเป็นร้านขายอาหารตามสั่งชื่อร้านส้มโอปลาเผา ที่หน้าร้านพบหยดเลือดเป็นทางยาวเข้าไปในบ้าน นอกจากนี้ยังพบกระสุนปืนลูกซองตกอยู่ 4 เม็ด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ถูกยิงญาตินำส่ง รพ.ดอนเจดีย์ ทราบชื่อนางจุฑารัตน์ ไทยเจริญกิจการ อายุ 48 ปี ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา
 
จากการสอบสวนนายอุทัย ไทยเจริญกิจการ สามีผู้ตายให้การว่า ตนเป็นเจ้าของร้านส้มโอปลาเผา ก่อนเกิดเหตุขณะที่ตนกับลูกอีก 2 คนอยู่ในบ้าน ส่วนนางจุฑารัตน์ออกมาเปิดประตูบ้านตามปกติเพื่อเตรียมเปิดร้านขายอาหาร มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนขับรถกระบะ สีบรอนด์ ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน จอดรออยู่หน้าบ้านเมื่อนางจุฑารัตน์ออกมายืนหน้าร้าน คนร้ายจึงเดินเข้าไปหาแล้วใช้อาวุธจ่อยิง 1 นัด แล้วรีบไปขึ้นรถขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ส่วนนางจุฑารัตน์หลังถูกยิงได้ตะโกนขอความช่วยเหลือ และพยายามวิ่งเข้าบ้าน จากนั้นตนจึงรีบนำภรรยาส่ง รพ.และแจ้งตำรวจทราบดังกล่าว
พ.ต.อ.กฤษณา ผกก.เปิดเผยว่า จากการสอบสวนคนใกล้ชิดทราบว่านางจุฑารัตน์ มีผู้ชายมาชอบพอกันหลายคนและเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ได้มีคนโทรศัพท์มาด่าทอผู้ตายแล้วมาเกิดเหตุขึ้น คาดว่าสาเหตุน่าจะเป็นเรื่องชู้สาว เนื่องจากผู้ตายไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับใคร อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนออกหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อเป็นแนวทางในการติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป  

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th    

“เดลินิวส์”สานต่อโครงการส่งต่อของขวัญส่งมอบห้องสมุด


ที่โรงเรียนบ้านทุ่งจำเริง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 มี.ค. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล จัดพิธีส่งมอบห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษามหาราชา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโครงการ “เดลินิวส์ส่งต่อของขวัญ” โดยมี ดร.ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด บรรณาธิการบริหาร นสพ.เดลินิวส์ และนายอดิศร กำเนิดศิริ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นประธานในพีธี พร้อมด้วยนายปารเมศ เหตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต นสพ.เดลินิวส์ และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เดลินิวส์ทีวี น.ส.วิรณี เหตระกูล ศรีนวลนัด รองผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณา นสพ.เดลินิวส์  นายมนูญ ยิ้มสมาน ผู้จัดการประจำเขต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต1 (ภาคเหนือ) จ.เชียงใหม่ นางจงกลนี กล่าวสุนทร นักบริหารงานทั่วไป ระดับ 10   การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต1 (ภาคเหนือ) จ.เชียงใหม่ นายสินอาจ ลำพูนพงศ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 และแขกผู้มีเกียรติร่วมในงาน

ดร.ประภา กล่าวว่าโครงการส่งต่อของขวัญ  โดยการก่อสร้าง สนับสนุนงบประมาณ  และมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน  รวมไปถึงอุปกรณ์กีฬา ของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และมูลนิธแสง – ไซ้กี เหตระกูล มีเป้าหมายเพื่อต้องการ “ติดอาวุธทางปัญญา”  ให้กับเด็ก ๆ ในโรงเรียนที่ห่างไกล ในถิ่นทุรกันดาร และด้อยโอกาส  โดยเฉพาะห้องสมุด ถือเป็น “คลังแห่งปัญญา”  สถานที่สำหรับค้นคว้าข้อมูล ความรู้ที่หลากหลาย และยังเป็นการให้ความรู้ด้านอาชีพกับชาวชุมชน  เพราะเชื่อว่า หากเด็ก ๆ ได้รับการต่อยอดทางการศึกษา หรือชุมชนได้รับการต่อยอดทางอาชีพ จะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของชุมชน  การอยู่ดีกินดี  และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

“โครงการส่งต่อของขวัญ โดยการสนับสนุนงบประมาณที่ได้รับบริจาคจากทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งประชาชนทั่วไป เพื่อก่อสร้างห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษามหาราชา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โรงเรียนบ้านทุ่งจำเริง  รวมไปถึงการมอบอุปกรณ์การศึกษา  และอุปกรณ์กีฬา ให้กับโรงเรียนเครือข่ายอีก 4 โรงเรียน เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่ได้เป็นสื่อกลางในการช่วยยกระดับสังคม แม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ  แต่เชื่อว่า หากทำอย่างต่อเนื่อง และได้รับความร่วมมือ ทั้งจากหน่วยงานต่างๆ และประชาชนก็จะทำให้เด็กและเยาวชนรวมทั้งสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง” ดร.ประภา กล่าว

ทางด้านน.ส.วิรณี ในฐานะรองประธานโครงการส่งต่อของขวัญ กล่าวว่า โครงการ ‘เดลินิวส์ส่งต่อของขวัญ’ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ได้ทำการมอบห้องสมุดให้แก่โรงเรียนต่างๆ มาแล้วทั้งสิ้น 4 โรงเรียนใน จ.กาญจนบุรี  นครราชสีมา  อ่างทอง และสงขลา สำหรับโรงเรียนบ้านทุ่งจำเริง เป็นโรงเรียนแห่งที่ 5 ของโครงการ นอกจากห้องสมุดแล้ว ยังได้จัดเตรียมอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และเครื่องเล่นต่างๆ ให้กับน้องๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งจำเริง รวมถึงโรงเรียนใกล้เคียงอีก 4 แห่งด้วย และในอนาคตอันใกล้นี้เตรียมส่งมอบห้องสมุดโครงการที่ 6 ที่โรงเรียน ตชด.บ้านเขาฉลาด ต.เทพนิมิต อ.เขาสมิง จ.ตราด

ขณะที่ นายอดิศรกล่าวว่า  ในฐานะตัวแทนผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ และประชาชนชาวเชียงใหม่ทุกคน ขอขอบคุณทาง นสพ.เดลินิวส์ และผู้ร่วมบริจาคในโครงการนี้  การสร้างห้องสมุดเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ เมื่อทราบจากทางผู้บริหาร ของเดลินิวส์ ว่า ได้มีการปรับเปลี่ยนกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีมาเป็นสิ่งของบริจาค เพื่อสร้างห้องสมุด ถือเป็นแนวความคิดที่ประเสริฐอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆในพื้นที่ทุรกันดารในการหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และห้องสมุดที่สร้างขึ้นจะเป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานในพื้นที่ต่อไปด้วย ซึ่งในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ยังมีพื้นที่ทุรกันดารและขาดแคลนอีกมาก หากทางเดลินิวส์จะดำเนินโครงการเพิ่มขึ้น ทาง จ.เชียงใหม่ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในทุกเรื่องทาง

ทางด้านนายประภาส จันตาวรรณเดช ผอ.โรงเรียนบ้านทุ่งจำเริง กล่าวว่าโรงเรียนทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1-ประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบันมีนักเรียน 126 คน มีครูผู้สอน รวมผอ.โรงเรียน จำนวน  9 คน ห้องสมุดเดิมมีปัญหาเพราะความทรุดโทรมของตึกเก่าที่ปลวกกินจนได้รับความเสียหาย จึงเกิดแนวคิดสร้างห้องสมุดใหม่ ซึ่งการเข้ามาช่วยเหลือของ มูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล และ “เดลินิวส์” ทำให้ห้องสมุดในฝันของเด็กๆ ประสบความสำเร็จ เพราะที่ผ่านมาผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนด้านการลงแรงมากกว่าทุนทรัพย์  ทั้งนี้ขอขอบคุณหน่วยงานเอกชนที่ส่งต่อของขวัญให้กับเด็กๆ ที่ยากไร้ในครั้งนี้ สิ่งที่ยังต้องการความช่วยเหลือในอนาคตคือเด็กส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง (โปว์) เมื่อแรกเข้ามาเรียนชั้นอนุบาลยังพูดภาษาไทยไม่ได้ จึงต้องจ้างครูที่รู้ภาษาท้องถิ่นและภาษาไทยเพื่อให้เด็กกล้าเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งเงินทุนดังกล่าวยังขาดแคลน  

ส่วน ด.ญ.จุฑารัตน์  ปู่เงิน  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า ห้องสมุดเดิมคับแคบ ขาดแคลนตู้หนังสือ และหนังสือ โดยเฉพาะนิทานสำหรับเด็ก  หนังสือภาพ หลังจากได้ห้องสมุดใหม่ ทุกคนรู้สึกดีใจมาก จะช่วยกันรักษาให้ดีที่สุด เพราะถือเป็นแหล่งความรู้ให้กับนักเรียนและชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้คนที่ไปเรียนในเมืองยังสามารถกลับมาใช้ห้องสมุดเพื่อหาความรู้ได้ จึงขอขอบคุณนสพ.เดลินิวส์ และผู้มีจิตศัทธาที่ช่วยกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของในโครงการนี้ สำหรับในอนาคตสิ่งที่อยากได้ คือ คอมพิวเตอร์ เพราะยังขาดแคลน ซึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลใหม่ที่ใช้หาความรู้ได้มากขึ้น

สำหรับการส่งมอบห้องสมุดครั้งนี้มี “นานมี บุ๊ค” สนับสนุนหนังสือใส่ห้องสมุด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สนับสนุนไก่ย่าง 5ดาว แก่เด็กๆ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดกิจกรรมสันทนาการให้เด็กได้สนุกสนาน นายปรุง บุญสุภา  มอบชุดเครื่องนอนผ้านวมให้เด็กนักเรียนทั้ง 126 คน

ทั้งนี้โครงการ “ เดลินิวส์ส่งต่อของขวัญ”  มีจุดเริ่มต้นมาจาก ในวันครบรอบการก่อตั้งน.ส.พ.เดลินิวส์ ซึ่งตรงกับวันที่  28  มี.ค.ของทุกปี หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และคณะบุคคลต่างๆ  ได้นำกระเช้าดอกไม้และของขวัญมาร่วมแสดงความยินดีกับเป็นจำนวนมาก  ซึ่งทางเดลินิวส์รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของทุกท่านที่มีให้ แต่กระเช้าดอกไม้เหล่านั้น สามารถชื่นชมได้เพียงไม่กี่คน และคงความสวยงามเพียงไม่กี่วันดอกไม้ก็เหี่ยวเฉาไป  คณะผู้บริหารของเดลินิวส์ จึงมีความเห็นว่า  หากความปรารถนาดีและน้ำใจจากทุกท่านที่มีต่อชาวเดลินิวส์  สามารถส่งต่อไปสู่สาธารณะชนได้คงจะดี จึงเกิดแนวคิดในการเปลี่ยนรูปแบบการรับของแสดงความยินดี จากกระเช้าดอกไม้และของขวัญ  เป็นการสร้างเสริมโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนของชาติ โดยการสร้างห้องสมุดให้แก่โรงเรียนที่มีความต้องการ  ทางเดลินิวส์จึงอาสาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งต่อความปรารถนาดีเหล่านั้น  จึงเป็นที่มาของชื่อโครงการ “เดลินิวส์ส่งต่อของขวัญ”

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

ไอ้หนูวัย 2 ขวบโชว์ลีลาท่าเต้นเลียนแบบเอลวิส


กลายเป็นอีกหนึ่งคลิปวิดีโอยอดฮิต แนวความน่ารักของเด็กๆ ที่มีคนเปิดเข้าดูมากที่สุดในโลกในขณะนี้ วิลเลียม สต๊อกคีโบร เด็กชายวัย 2 ขวบชาวอังกฤษ เกิดความมันในอารมณ์ เมื่อเห็นพ่อแม่และกลุ่มเพื่อนๆ เต้นรำกันในงานเลี้ยงสังสรรค์ จึงโดดออกไปร่วมแจมกลางฟลอร์ ปรากฏว่าผู้ใหญ่ต้องหลบออกไปนั่งดู และปรบมือเชียร์เจ้าหนูจอมซ่า ซึ่งโชว์ลีลาท่าเต้นตามเพลง “เจลเฮาส์ ร็อค” เลียนแบบ เอลวิส เพรสลีย์ อดีตราชาร็อคแอนด์โรล ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นต้นตำรับของเพลงนี้ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ไอ้หนูวิลเลียมผสมท่าเต้นของราชาลูบเป้า ไมเคิล แจ๊คสัน เข้าไปด้วย
สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับคลิปนี้ เห็นจะเป็นการกล้าแสดงออกของไอ้หนูวิลเลียม ซึ่งข่าวว่า หัดเต้นและจำท่าเต้นจากแม่และพ่อ คริสติน่า และปีเตอร์ สต๊อกคีโบร ที่เต้นที่บ้านเป็นประจำ จะเห็นว่าตอนจบเพลง วิลเลียมโค้งรับเสียงปรบมือจากผู้ชม และผายมือแบบนักเต้นอาชีพด้วย.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

ซิวเอเย่นต์ยานรกรายใหญ่ในตรัง


เมื่อเวลา 00.15 น. วันนี้ (24 มี.ค.) พ.ต.ต.สุดจิตร สุวรรณรังษี สวป.สภ.ห้วยยอด จ.ตรัง พร้อมพวกร่วมกันจับกุมนายสำราญ คงเพ็ง อายุ 36 ปี และนายสมบัติ ยิ่งยง อายุ 36 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 113 เม็ด ปืนขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ปืนขนาด.22 จำนวน 1 กระบอก ปืนอัดลม 1 กระบอก และเครื่องกระสุนอีกจำนวนมาก หลอดพลาสติกสำหรับเครื่องดื่ม จำนวน 100 หลอด ถุงพลาสติกใสจำนวน 400 ถุง และอุปกรณ์ในการเสพ 1 ชุด ทั้งนี้สืบเนื่องจากตำรวจสืบทราบว่า  นายสำราญมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาบ้ามานาน เลยขอหมายศาลจ.ตรัง เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 5 ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด จ.ตรัง พบยาบ้า100 เม็ด กับเครื่องกระสุนปืนอีก 6 นัดอยู่ในบ้าน จึงคุมตังทั้งคู่มาสอบสวน
เบื้องต้นทั้ง 2 คนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยนายสำราญให้การอ้างว่า ซื้อยาบ้ามาจากนายกรกมล หอมจันทร์ อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นเครือข่ายยาบ้ารายใหญ่ในพื้นที่ และอยู่ในบัญชีดำของตำรวจ เจ้าหน้าที่เลยติดต่อล่อซื้อ แต่ระหว่างส่งมอบของนายกรกมลเกิดไหวตัวทันหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ตำรวจเลยไปค้นที่บ้านเจอของกลางที่เหลือดังกล่าว เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาทั้งคู่ว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า)ไว้ในครอบครอง  เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย  และร่วมกันมีอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th