วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไทย-แคนาดาหารือชื่นมื่น


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 มี.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายสตีเวน ฮาร์เปอร์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้แถลงข่าวร่วมกันภายหลังหารือทวิภาคีและเต็มคณะ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า การเดินทางมาเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีแคนาดาครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-แคนาดา ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 35  ปีของความสัมพันธ์อาเซียน-แคนาดา ซึ่งไทยเป็นประเทศผู้ประสานงาน ตนและนายกรัฐมนตรีแคนาดาได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือของสองประเทศในด้านต่างๆ อาทิ การส่งเสริมการค้าและการลงทุน และตกลงกันถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี โดยตนได้เชิญชวนให้แคนาดาเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ในอุตสากรรมอิเลคทรอนิคส์  เครื่องจักรกล ยานยนต์ เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีชีวภาพ นอกจากนี้ยังได้หารือถึงการขยายความร่วมมือด้านพลังงาน ซึ่งบริษัท ปตท.สผ.ได้เข้าไปลงทุนในแคนาดาตั้งแต่ปี 2553 นอกจากนี้ยังได้หารือถึงความเป็นไปได้ในความร่วมมือด้านการเฝ้าระวังทรัพยกากรและภัยธรรมชาติโดยอาศัยเทคโนโลยีดาวเทียม
 
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้ทั้งตน และนายกรัฐมนตรีแคนนาดา ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยและกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของแคนาดา ซึ่งไทยยินดีที่จะร่วมงานกับแคนาดาในการต่อต้านการลักลอบขนคนข้ามชาติ การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในปฏิญญาแสดงเจตจำนงค์ในการจัดทำความตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเยาวชน ซึ่งมีผลให้เยาวชนทั้งสองประเทศเข้าไปท่องเที่ยวและทำงานชั่วคราว ถือเป็นการเปิดโอกาสให้สัมผัสและเรียนรู้ความงดงามของวัฒนธรรมระหว่างกัน เป็นการสานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และในฐานะประเทศเอเชียแปซิฟิกไทยและแคนาดา จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นระดับภูมิภาคที่อยู่ในความสนใจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการลดช่องว่างในด้านการพัฒนาและการส่งเสริมประชาคมอาเซียนให้มีความเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไทยและแคนาดาจะร่วมกันส่งเสริมค่านิยมธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th      

“นายกฯปู” ชี้ควรใช้สภาถกหาแนวทางปรองดอง


เมื่อเวลา 07.00 น.วันนี้ ( 24 มี.ค.) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศและคณะ ออกเดินทางโดยเครื่องบินพิเศษของการบินไทยไปยัง กรุงโซล เพื่อเยือนสาธารณรัฐเกาหลีอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ ปี 55  ระหว่างวันที่ 24-27 มี.ค. โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปวางพวงมาลา ที่สุสานแห่งชาติ กรุงโซล ก่อนที่จะเข้าพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการที่ ทำเนียบประธานาธิบดี  หลังจากนั้นจะหารือทวิภาคีในรูปบแบบเต็มคณะกับประธานธิบดีเกาหลีและร่วมลงนามความตกลงระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลี โดยในช่วงค่ำประธานาธิบดีเกาหลีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแบบรัฐพิธี เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ โดยนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กระบวนการปรองดอง อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้คือการออกพ.ร.บ.ปรองดอง ว่า  เป็นการคุยกันในเชิงเทคนิคเพื่อหาแนวทางว่าจะทำอย่างไร อยากให้พูดคุยกันในหลักการมากกว่า  เพราะเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นความปรองดองของประเทศ และเวทีที่ใช้หารือเรื่องนี้ดีที่สุดคือเวทีรัฐสภา เพราะเป็นศูนย์รวมของผู้แทนที่มาจากประชาชนทั้งประเทศ
 น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า  สำหรับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้านั้น เป็นเพียงข้อสรุปที่ควรนำไปถกเถียงกันในสภา เพราะเป็นเวทีที่รับฟังความเห็นของทุกคนอย่างกว้างขวาง ส่วนข้อเสนอที่ให้ยกเลิกคดีที่คตส.กล่าวหา ควรจะคุยหลักการก่อน กระบวนการทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม เพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกัน ถ้าต่างก็ยึดหลักของตนเองจะไม่มีทางออกอยากให้มองไปข้างหน้าร่วมกันว่าจะทำงานเพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างไร  จากนั้นค่อยมาดูว่าติดปัญหาอุปสรรคอะไร ค่อยมาแกะที่ละปมบางครั้งอาจต้องใช้เวลาในการพูดคุยกัน ตนเห็นด้วยที่จะให้มีเวทีต่างๆ ที่จะต้องคุยกัน แต่เวทีที่จะสรุปอยากให้เป็นไปตามกระบวนการของนิติบัญญัติ รัฐบาลคงทำหน้าที่บริหารประเทศ สิ่งไหนที่เอื้อให้เกิดบรรยากาศปรองดอง รัฐบาลยินดีสนับสนุนส่วนกรณีที่หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวในขณะนี้ ตนอยากให้เป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย เป็นไปอย่างสันติ  ส่วนการดำเนินการทูลเกล้าบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯโดยรายชื่อเป็นไปตามที่เสนอขึ้นมา.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th      

รมว.อุตฯระบุผู้ประกอบการยันรักษาฐานการผลิตในไทย



เมื่อวันที่ 24 มี.ค. เวลา 08.30 น. ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(ช่อง 11) ถึงข่าวที่ว่าผู้ประกอบการธุรกิจรายใหญ่บางรายจะย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่น ว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังยืนยันรักษาฐานการผลิตในไทย ผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ในไทย ก็หมายความว่าซัพพลายเออร์ก็จะต้องอยู่ด้วย ดังนั้นร้อยละ 90 อยู่ในไทยแน่นอน ส่วนที่บางรายจะย้ายไปนั้นก็เพราะเขามีแผนที่จะไปก่อนเกิดปัญหาน้ำท่วม เช่น กรณีที่บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล(ประเทศไทย) จะไปลงทุนเพิ่มในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งไม่ใช่เป็นการย้ายจากไทย นอกจากนี้ จากที่ตนพบกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็คโทรนิคส์ชั้นนำที่ถูกผลกระทบในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ตนได้ชี้แจงแผนป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเมื่อผู้บริหารได้รับฟัง ก็มีความมั่นใจมากขึ้นและยืนยันว่าจะอยู่ในไทย อีกทั้ง ยอดที่การขอการส่งเสริมการลงทุนในไทยของผู้ประกอบการและนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ในปีนี้ก็มีเพิ่มจากปีที่แล้ว โดยตัวเลขในเดือน ก.พ.2555 สูงกว่าปีที่แล้ว กว่า 6 หมื่นกว่าล้านบาท และสัดส่วนคำขอก็เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 33

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th      

นายกฯยัน เปิดรับคำติชมจากโพลเชื่อทำงานกับกองทัพได้


เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ ( 24 มี.ค.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(ช่อง 11) ถึงผลงานการบริหารราช 6-7 เดือนที่ผ่านมา ว่า เป็นนักเรียนไม่ควรประเมินตัวเอง ที่ผ่านมาติดตามผลโพลต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในการบริหารประเทศ เราต้องใช้ความเป็นผู้หญิงเพื่อเข้าหา เจรจาเพื่อให้เกิดบรรยากาศของการพูดคุยกันมากขึ้น ซึ่งเราควรจะมองว่าจะหาทางออกให้ประเทศชาติได้อย่างไร ที่ผ่านมาประเทศบอบช้ำมามากแล้ว หลังจากนี้ถ้าเรามีโอกาสได้มาจับเข่าใช้ใจคุยกัน และมีความรู้สึกให้อภัย เห็นอกเห็นใจกัน และการเสียสละในการทำงานร่วมกัน จะเป็นพลังในการฟันฝ่าทาง 3 แพร่งนี้ออกไปให้ได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่าด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ นั้นตนเห็นว่า กองทัพมีหน้าที่ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึงดูแลความสุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติ ถ้าเรายังทำงานให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ล่วงเกินก้าวก่ายกัน และอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ของประเทศ ตนเชื่อว่ารัฐบาลจะทำงานร่วมกับกองทัพได้ ส่วนกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ชว่าการเดินทางไปต่างประเทสของตนเป็นการไปโชว์แฟชั่นมากกว่าวิชั่นนั้น ผู้หญิงกับการรักสวยรักงามเป็นเรื่องปกติ เชื่อว่าประชาชนไม่ได้วัดผลการทำงานด้วยการแต่งตัว และที่ผ่านมา ตนก็ทำงานเป็นหลักอยู่แล้ว ขณะที่ความสัมพันธ์กับครอบครัวนั้น ตนพยายามหาเวลาดูแลด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย วัย 9 ขวบ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นกำลังใจในการทำงาน.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th      

จ่อยื่น ป.ป.ช.เชือดผู้ว่าและรองผู้ว่า กทม.


เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (24 มี.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในสัปดาห์หน้าตนจะเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ดำเนินการตรวจสอบความไม่โปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้างสายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงที่มีราคาสูงเกินจริง ในโครงการติดตั้งกล้องทีวีวงจรปิดหรือซีซีทีวี ของ กทม.พร้อมขอให้ตรวจสอบม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่า กทม.และผอ.สำนักจราจร กทม.ในฐานะผู้บริหาร กทม.ได้มีส่วนรู้เห็นในเรื่องดังกล่าวหรือไม่และขอเรียกร้องให้ กทม.ชะลอโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิดหรือซีซีทีวีไว้ก่อนจนกว่า ป.ป.ช.จะชี้มูล พร้อมกันนี้จะยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ขอให้เอาผิดต่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ และนายธีระชน ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากไม่ยอมดำเนินการเอาผิดต่อสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารโรงพยาบาล ที่มีความเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสโครงการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ของวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์วชิระพยาบาล สังกัด กทม.ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ชี้มูลความผิด.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th      

“ประวัฒน์” กร้าว ประกาศล่าชื่อ ส.ส.เพื่อไทย ไล่ “สันติ” พ้นเก้าอี้ รมว.พัฒนาสังคมฯ



เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายประวัฒน์ อุตตะโมต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย น้องชายนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา อดีตปลัดกะรทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการดำเนินการกับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมฯ กรณีการโยกย้ายนางพนิตาอออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงว่า ตนขอพูดในนามสมาชิกพรรค และ ส.ส.ที่จะปกป้องข้าราชการประจำไม่ให้ถูกรังแกอีกต่อไป เหตุการณ์ที่ผ่านมา นายสันติโกหกมา 3-4 ครั้งติดต่อกันจึงอยากเรียกร้องจริยธรรม คุณธรรมการเมืองโดยเฉพาะคนเป็นเสนาบดีต้องมีจริยธรรม คุณธรรมมากกว่า ส.ส.โดยสิ่งที่จับโกหกได้ ข้อ 1 ที่โกหกว่าไม่รู้จักตนนั้น ยืนยันว่านายสันติรู้จักตนตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน ข้อ 2 ที่บอกว่าไม่มีที่ปรึกษานั้น ตนยืนยันว่าพรรคได้เสนอชื่อนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล เป็นที่ปรึกษารมว.พัฒนาสังคมฯ แต่ข้อเท็จจริงพบว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค.แต่งตั้งนายวัลลภ พลอยทับทิม อดีตปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวมาทำหน้าที่แทน ซึ่งนายสันติฟังแต่ที่ปรึกษาส่วนตัวคนนี้ ข้อ 3 นายสันติโกหกว่า ไม่เคยได้รับหนังสือลงนามจากนางพนิตา เรื่องความคืบหน้าการสร้างอาคารที่ทำการกระทรวง ทั้งที่นางพนิตาได้ลงนามถึงนายสันติ 2 ครั้ง แสดงว่า มีเจตนาดึงเรื่อง เพื่อต่อรองอะไรบางอย่าง
นายประวัฒน์ กล่าวว่า ข้อ 4 การที่นายสันติทำเรื่องถึงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เมื่อวันที่ 19 มี.ค.เพื่อสอบถามเรื่องการดำเนินการกับปลัดกระทรวง ล่าสุดสตง.ทำหนังสือตอบกลับลงวันที่ 21 มี.ค.ถึงนายสันติแล้ว ระบุว่า เงินดังกล่าวเป็นการบกพร่องหรือผิดระเบียบ ไม่ใช่ประพฤติมิชอบหรือทุจริต รวมทั้งให้ดำเนินการทางวินัยกับปลัดกระทรวงในขณะนั้น และผู้เกี่ยวข้องตามกรณี จึงมีความชัดเจนว่า ไม่มีการทุจริต นอกจากนี้ สตง.ยังมีหนังสือด่วนที่สุดสอบถามกรณีการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ที่นายสันติดองเรื่องไว้ตั้งแต่วันที่เข้ามารับตำแหน่งและจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเซ็นสัญญา ซึ่ง สตง.ขอให้ชี้แจงถึงเหตุขัดข้องหรืออุปสรรคที่ทำให้เกิดความล่าช้าด้วย ทั้งหมดนี้เป็นที่มานำไปสู่การโยกย้ายนางพนิตา น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งข้าราชการประจำด้วยการโยกย้ายนอกฤดูกาล
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังยืนยันให้มีการทบทวนมติครม.เรื่องการย้ายนางพนิตาอยู่หรือไม่ นายประวัฒน์ กล่าวว่า นางพนิตาทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนมติครม.แล้ว เพราะ สตง.ระบุชัดเจนว่าไม่มีการทำผิดอะไรร้ายแรง ก็น่าจะกลับคืนสู่สถานะเดิมได้ แต่ยังยืนยันต้องการให้นายสันติลาออกเพราะพูดโกหก หลอกประชาชนไปวันๆขัดต่อคุณธรรม จริยธรรม อยากให้นายสันติพิจารณาตัวเอง ตนได้ท้านายสันติมาหลายครั้งให้เดิมพันตำแหน่งกัน แต่นายสันติก็ไม่กล้า หากยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป ก็อาจยิ่งสร้างความเสียหายให้ระบบราชการ
“ ส่วนที่นายสันติระบุว่าอาจจะมีการล้มประมูลก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงนั้น อยากให้รีบล้มเร็วๆ จะได้รู้ว่า สาเหตุที่ย้ายนางพนิตาเป็นเพราะเรื่องนี้ นายสันติให้ข้อมูลผิดพลาดต่อ ครม. และลุกลี้ลุกลน ผมจะกล่าวหาแบบนี้ในทุกเวที จนกว่านายสันติจะสำเหนียกและสำนึกออกมากล่าวขอโทษพรรคและประชาชน หนังขอท่านเป็นม้วนยาว หลังจากนี้ยังมีอีกหลายซีรี่ส์ เช่น เรื่องการเคหะ เป็นต้น แต่ตอนนี้ขอพูดถึงการบริหารงานที่บกพร่องและไม่เหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีต่อไป หากยังขืนปล่อยไว้ จะถูกฝ่ายค้านนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน เบื้องต้นทราบว่านายอิสสระ สมชัย อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อาจจะยื่นกระทู้ถามสดกรณีดังกล่าวในสัปดาห์นี้ หากเป็นผมคงลาออกไปแล้ว ไม่กล้าอยู่ ซึ่งยืนยันว่าจะไม่เคลียร์ใจกับนายสันติอีกแล้วนายสันติต้องลาออกสถานเดียว” นายประวัฒน์ กล่าว
นายประวัฒน์ กล่าวว่า ตนเองได้ทำหนังสือถึงพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานที่ประชุมส.ส.เพื่อไทย เพื่อขอให้เรียกนายสันติมาชี้แจงต่อที่ประชุม หากนายสันติไม่ยอมมาชี้แจง ขั้นตอนต่อไปก็อาจต้องล่ารายชื่อ ส.ส.เพื่อขับไล่กันต่อไป เพราะส.ส.ก็เห็นด้วยกับตนมาก เนื่องจากนโยบายของพรรคไม่กลั่นแกล้งข้าราชการประจำ และหลายคนก็ติดใจที่เอาคนในครอบครัวออกไป แล้วเอาลูกเมียน้อยลำดับเท่าไหร่ไม่รู้มาทำหน้าที่แทน ซึ่งหลังจากเกิดปัญหาความขัดแย้งก็ไม่เคยมีผู้ใหญ่พรรคมาไกล่เกลี่ย และไม่เคยได้คุยกับนายกฯอีกเลย หลังจากที่เคยพบกันที่สภาฯ แต่ดีใจที่พรรคปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาส่วนบุคคล ดังนั้นงานนี้ไม่มีมวยล้ม และที่ผ่านมาเคยได้ข่าวว่านายสันติพูดกับคนใกล้ชิดว่าอยากเอาปลัดคนนี้ออกเพราะแข็งเหลือเกิน แต่เสียดายอย่างเดียวที่มีน้องอยู่พรรคเดียวกัน

ขู่ฆ่าเมียฝรั่งครูสอนภาษา ท้าบีทีเอสเอาคลิปทั้งหมดมาเปิดเผย



เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้ (24 มี.ค.) ที่ สน.บางโพงพาง น.ส.พัชรมาศ ภู่ศรี อายุ 36 ปี ภรรยานายจอห์น บีฮัน อายุ 37 ปี ครูสอนภาษาชาวอังกฤษที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีเรื่องวิวาทกับ รปภ.รถไฟฟ้าบีทีเอส พร้อมญาติเดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ธรรมรัตน์ เรืองด้วง พนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความหลังถูกชายนิรนามโทรศัพท์มาข่มขู่ทำร้าย ที่โรงเรียนนานาชาติใหม่ ย่านสาธุประดิษฐ์ เมื่อช่วงบ่ายวานนี้
น.ส.พัชรมาศกล่าวว่า ที่ตนเข้าแจ้งความในวันนี้เนื่องจากผอ.โรงเรียนสอนภาษาที่สามีตนทำงานอยู่ โทรศัพท์มาบอกว่าเมื่อช่วงบ่าย 2 วานนี้มีชายลึกลับโทรศัพท์มาทางโรงเรียน ได้พูดเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงคนไทยข่มขู่ว่า หากนายจอห์นเดินทางกลับมาประเทศไทยจะมาทำร้ายตนและสามี ตนกับครอบครัวเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงมาแจ้งความไว้ก่อนซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน แต่หลังจากปรากฏเป็นข่าวต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ถูกมองอย่างเกลียดชัง รุมประณามว่าเป็นคนไม่ดีใช้สิทธิพิเศษ ส่วนกรณี รปภ.ที่ถูกไล่ออกตนรู้สึกไม่สบายใจเหมือนว่าทางเราเป็นปัญหา จนทำให้เขาถูกไล่ออกจากหน้าที่ ทั้งที่แสดงความเป็นลูกผู้ชายกล้าทำกล้ารับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
 
น.ส.พัชรมาศระบุต่อว่า ที่ออกมาไม่ได้ต้องการอะไรเพียงแค่อยากให้ผู้บริหารของรถไฟฟ้าบีทีเอส.ออกมาเปิดเผยภาพกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมด เพราะคลิปที่ปรากฏตามสื่อและสังคมออนไลน์ เป็นเพียงแค่ช่วงหนึ่งของเหตุการณ์เพียง 30 วินาที หากสังคมได้เห็นภาพทั้งหมดจะทราบความจริง โดยที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการเยียวยา ค่ารักษาพยาบาล และคำขอโทษของทางบีทีเอสเลย จึงต้องการพูดคุยกับผู้บริหารบีทีเอส เพื่อเจรจาหาข้อยุติในเรื่องนี้ ตนและครอบครัวยังจะกลับมาใช้บริการบีทีเอสตามเดิม เพราะมีความเชื่อมั่นว่าทางบีทีเอสจะหาทางแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้น ด้าน ร.ต.อ.ธรรมรัตน์  กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความไว้ โดยจะประสานเจ้าหน้าที่สายตรวจให้ดูแลความปลอดภัยที่โรงเรียนให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งประสานทางองค์การโทรศัพท์เพื่อตรวจสอบหมายเลขชายที่โทรศัพท์มาข่มขู่ที่โรงเรียนว่าเป็นใครมาดำเนินคดีต่อไป
 
ด้านพ.ต.อ.รัฐศักดิ์ รักสลาม ผกก.สน.ทองหล่อ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรอผลตรวจร่างกายของนายจอห์น บีฮัน จากทาง รพ.ตำรวจเพื่อรวบรวมเป็นหลักฐาน เพื่อนัดหมายทางนายประสาน ถาวงษ์กลาง รปภ.ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พร้อมพงษ์ มาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งว่าจะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ เนื่องด้วยถ้าได้ผลของการตรวจจากทางแพทย์แล้วก็จะระบุได้ว่ามีความผิดหรือไม่ อีกทั้งถ้าคู่กรณียอมรับสารภาพว่ากระทำจริงนั้นพนักงานสอบสวนก็จะสามารถส่งฟ้องต่อศาลได้ทันที แต่ถ้าหากปฏิเสธก็จะต้องรวบรวมสำนวนส่งให้กับพนักงานอัยการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนยังไม่ได้รับการติดต่อจากนาย ประสานเพื่อเข้าพบเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th