วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

สถาบันพระปกเกล้าถอนรายงานวิจัย




สถาบันพระปกเกล้าออกแถลงการณ์ รายงานการวิจัยสร้างความปรองดองแห่งชาติ หวั่นเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก พร้อมขอถอนรายงานวิจัยฯ ดังกล่าวจากการพิจารณาของสภาฯกลับคืนมา
วันนี้(3 เม.ย.) ได้มีแถลงการณ์สถาบันพระปกเกล้า เรื่อง รายงานการวิจัย “การสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่คณะผู้วิจัยได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทน  ราษฎรไปตามที่คณะกรรมาธิการดังกล่าวได้ขอให้ศึกษาแล้วนั้น สถาบันพระปกเกล้าขอแถลงข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะทางออกเพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศความปรองดองในชาติ ดังนี้ ๑. หน้าที่ทำการวิจัยที่คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรขอ โดยใช้เงินสถาบัน สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า         พ.ศ.๒๕๔๑ ภายใต้กำกับดูแลของประธานรัฐสภา และมีหน้าที่ตามมาตรา ๖(๘) ซึ่งบัญญัติว่า ให้สถาบัน “ส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภา”ดังนั้น เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ให้สถาบันทำการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยตั้งคำถามว่า “อะไรคือปัจจัย หรือกระบวนการที่ทำให้การปรองดองแห่งชาติประสบความสำเร็จ” สถาบันจึงนำเรื่องเสนอสภาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อพิจารณาคำขอดังกล่าว สภาสถาบันได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการโดยใช้งบประมาณของสถาบันเอง การดำเนินการวิจัยดังกล่าวจึงเป็นการทำหน้าที่ส่งเสริมวิชาการรัฐสภาตามหน้าที่ของสถาบันในกฎหมาย โดยไม่มีการรับจ้างดังที่วิพากษ์วิจารณ์กันแต่อย่างใดดังนั้น ลิขสิทธิ์ของรายงานดังกล่าวจึงเป็นของสถาบันตามมาตรา ๑๔ ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
๒. การรับทำงานวิจัยได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วจากสภาสถาบันพระปกเกล้า เนื่องจากการขอให้ทำงานวิจัยดังกล่าว สถาบันไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ และผลการวิจัย มีผลกระทบทางการเมือง สถาบันจึงนำคำขอของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาสถาบันในการประชุมสภาสถาบัน ครั้งที่ ๑๑ /๒๕๕๔ เมื่อ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ สภาสถาบัน     ซึ่งประกอบด้วยประธานรัฐสภาเป็นประธานสภาสถาบัน ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธาน        กรรมการโดยตำแหน่ง คือ ผู้นำฝ่ายค้าน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประธานกรรมาธิการสามัญฯ ของสภาผู้แทนราษฎร ๒ คน ประธานคณะกรรมาธิการสามัญวุฒิสภา ๑ คน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีก ๑๑ คน โดยมีเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเป็นกรรมการและเลขานุการ ได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้ว มีมติให้รับทำการศึกษาโดยมีข้อสังเกตหลายประการ อาทิ ให้ขยายเวลาจาก ๓๐ วัน เป็น ๑๒๐ วัน ให้ดำเนินการโดยอิสระ และมีเสรีภาพทางวิชาการอย่างแท้จริง มิให้ยกร่างกฎหมายเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งสถาบันก็ได้ดำเนินการตามข้อสังเกตดังกล่าวทุกประการ
๓. รายงานการวิจัยเป็นเสรีภาพทางวิชาการ และความรับผิดชอบของคณะผู้วิจัย เมื่อรับทำการศึกษาแล้ว สถาบันก็แต่งตั้งคณะผู้วิจัยขึ้นตามกระบวนการปกติที่เคยปฏิบัติมาประกอบด้วยผู้วิจัย ๒๐ คน โดยมี รศ.วุฒิสาร ตันไชย เป็นหัวหน้าคณะได้ใช้เวลาศึกษา ๑๒๐ วัน ตามกรอบเวลาที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขอ เมื่อมีการทักท้วงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันก็ได้ลงไปตรวจสอบทั้งระเบียบวิธีวิจัย (research methodology) และเนื้อหาสารัตถะ (content) ของงานวิจัย และข้อเสนอก็พบว่า กระบวนการดำเนินงานดังกล่าวมีความถูกต้องตามหลักวิชาการควรแก่กรณี แม้ว่าเลขาธิการจะขอให้คณะผู้วิจัยนำข้อท้วงติงของทุกฝ่ายมาพิจารณาประกอบแล้ว คณะผู้วิจัยก็ได้ปรับแก้บางส่วนแต่คงยืนยันผลการวิจัย โดยเฉพาะข้อที่ว่าปัจจุบันบรรยากาศความปรองดองยังไม่เกิด เพราะทุกฝ่ายยังมีพฤติกรรมและท่าทีเหมือนเดิม คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการสร้างบรรยากาศความปรองดองทั้งระดับบน คือในฝ่ายการเมือง และระดับล่าง คือประชาชนทั้งประเทศ ด้วยการจัดพูดคุยหาทางออกร่วมกัน (dialogue) จนมีฉันทามติในระดับเหมาะสม โดยนำข้อเสนอที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิไปเป็นประเด็นในการพูดคุยหาทางออกร่วมกันคณะผู้วิจัยยืนยันว่า ข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่ใช่ข้อสรุปที่ให้นำไปปฏิบัติทันทีแต่อย่างใด  ด้วยเหตุนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม  คณะผู้วิจัยจึงได้ทำหนังสือแถลงจุดยืนต่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ และได้เตือนไว้ในหนังสือดังกล่าวว่าการรวบรัดใช้เสียงข้างมาก โดยไม่ทำตามข้อเสนอของคณะผู้วิจัย จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงรอบใหม่ได้ การยืนยันผลการวิจัยของคณะผู้วิจัยดังกล่าวจึงเป็น ความอิสระและเสรีภาพทางวิชาการซึ่งมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้ ที่สถาบันและผู้ใดก็มิอาจก้าวล่วงได้
๔. สถาบันไม่จำต้องเห็นพ้องด้วยกับงานวิจัย และในฐานะผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวิจัย สถาบันทรงไว้ซึ่งสิทธิ์ในการให้ใช้ หรือของานวิจัยกลับคืนได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความเห็นและข้อเสนอในรายงานการวิจัย หรืองานวิชาการอื่น ซึ่งสถาบันให้จัดทำทุกเรื่องตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันมาจนถึงการวิจัยเรื่องนี้ ย่อมเป็นความเห็นของผู้วิจัยเอง สถาบันไม่จำต้องเห็นพ้องด้วย แต่เมื่อลิขสิทธิ์เป็นของสถาบันตามมาตรา ๑๔ ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ สถาบันก็ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการขอรายงานการวิจัยดังกล่าวกลับคืน และห้ามทำซ้ำ หรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะชนได้ตามมาตรา ๒๗ โดยเฉพาะเมื่อมีการเลือกนำรายงานบางส่วนไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง และอาจจะเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงขึ้น หรือมีการรวบรัดนำประเด็นซึ่งผู้วิจัยเสนอให้นำไปพูดคุยแสวงหาทางออกร่วมกันไปปฏิบัติทันที โดยไม่ได้นำไปพูดคุยให้กว้างขวางทั้งประเทศ
๕. ทางออกเพื่อความปรองดอง แห่งชาติอย่างแท้จริงซึ่งสภาผู้แทนราษฎร พึงมีมติในวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๕ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่อันจะนำไปสู่ความรุนแรง และเพื่อสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ สถาบันจึงเสนอให้ (๑) คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เสนอสภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรโดยพรรคการเมืองเสียงข้างมากควรมีมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งอ้างอิงผลงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าไว้ชั้นหนึ่งก่อน และขยายอายุคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ออกไปจนสิ้นสมัยประชุมสามัญสมัยหน้าเป็นอย่างน้อย และให้นำรายงานดังกล่าวไปจัดพูดคุยหาทางออกร่วมกันทั้งระดับพรรคการเมือง และในระดับประชาชนทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง โดยไม่เร่งรีบรวบรัดเลือกนำข้อเสนอที่ตน หรือพรรคของตนได้ประโยชน์ ไปปฏิบัติ ทั้งที่ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นที่นักวิจัยเสนอให้นำไปพูดคุยหาทางออกจนได้ข้อยุติร่วมกันเท่านั้น (๒) ขอร้องให้พรรคฝ่ายค้าน และคนไทยทุกกลุ่มที่ต้องการเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า ด้วยความปรองดอง โดยมีภราดรภาพต่อกัน ให้ความร่วมมือในการพูดคุยหาทางออกร่วมกันทำนอง สุนทรียสนทนา (appreciative dialogue) หรือการเสวนาที่สร้างสรรค์ (Constructive dialogue) เพื่อยุติข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานนี้ลง (๓) ขอร้องให้สื่อมวลชนรายงานข่าวให้ครบถ้วนเพื่อความปรองดองอย่างแท้จริง (๔) ขอร้องให้ประชาชนอย่าเพิ่งเชื่อคำพูดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนกว่าจะได้อ่านรายงานการวิจัยฉบับย่อ และรายงานการวิจัยฉบับเต็มใน www.kpi.ac.th แล้ว จึงค่อยตัดสินตามหลักกาลามสูตร
สถาบันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาอย่างแท้จริง หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติตามข้อเสนอในข้อ ๑ สถาบันก็พร้อมจะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในการเปิดเวทีพูดคุยหาทางออกทั่วประเทศ โดยเฉพาะผ่านศูนย์การเมืองภาคพลเมืองของสถาบันซึ่งมี ๔๘ จังหวัดทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบกับรายงาน และแจ้งคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ดังข้อเสนอเดิมของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ อันจะนำไปสู่ความสับสนของประชาชน และนำไปสู่ “สงครามความปรองดอง” อันเป็นการสถาปนา “ความยุติธรรมของผู้ชนะ” ขึ้น ทั้งยังจะเป็นเหตุแห่งความขัดแย้ง และความรุนแรงนั้น สถาบันก็มีความเสียใจที่จะต้องขอรายงานการวิจัยดังกล่าวกลับคืนมา และหากผู้ใดจะทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่งานดังกล่าวต่อสาธารณะชน จะต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากสถาบันก่อน
สถาบันเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นความสงบ และปรองดองในบ้านเมืองจึงขอเรียกร้องให้ผู้แทนปวงชนทุกฝ่าย ตอบสนองความต้องการของปวงชน โดยใช้วิจารณญานที่รอบคอบ ปราศจากมานะทิฐิ และประโยชน์ส่วนตน หรือส่วนพรรคอย่างแท้จริง แถลงการณ์โดยสถาบันพระปกเกล้า ๓ เมษายน ๒๕๕๕
นอกจากนี้ยังได้มีข้อสรุปข้อเสนอกระบวนการสร้างความปรองดองในชาติ ดังนี้ การวิจัยนี้มุ่งตอบคำถามของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรว่า “อะไรคือรากเหง้าของความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และมีปัจจัยหรือกระบวนการใดที่ทำให้คนในสังคมสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ?” ความแตกแยกทางความคิดอย่างกว้างขวางในสังคมไทยที่ยืดเยื้อยาวนานที่แต่ละฝ่ายยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม เช่น มีการเปิดหมู่บ้านมวลชน มีการกระทำที่เข้าข่ายการกระทำละเมิดหรือดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตลอดจนการข่มขู่ว่าจะแสดงพลังเพื่อกดดันให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปในแนวทางที่ฝ่ายตนต้องการ ฯลฯ นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์ความเห็นผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยังพบอีกว่าแต่ละฝ่ายยังคงยึดมั่นอยู่ในจุดยืนเดิมของตนเอง สะท้อนให้เห็นว่าบรรยากาศแห่งความปรองดองยังไม่เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ต้องริเริ่มดำเนินการเพื่อสร้างความปรองดอง

ในระยะเฉพาะหน้าก็คือรัฐบาล ฝ่ายค้าน และทุกฝ่ายควรช่วยกันสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดองโดยการยุติการกระทำที่ถือเป็นการทำลายบรรยากาศแห่งการปรองดองทั้งหมด และไม่รวบรัดใช้เสียงข้างมากเพื่อแสวงหาทางออก แต่จะต้องมีการร่วมกันสร้างเวทีทั่วประเทศเพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสถกเถียงแลกเปลี่ยนในวงกว้าง ต่อข้อเสนอ ทางเลือก และความเป็นไปได้ต่างๆ ในการสร้างความปรองดองในชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น และหาทางเลือกที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งจะส่งผลให้แต่ละฝ่ายสามารถก้าวออกจากจุดยืนที่แตกต่างกันมาสู่จุดร่วมที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ดังนั้น กระบวนการพูดคุย (dialogue) หาทางออกจึงเป็นหัวใจของการปรองดอง 

ท่ามกลางสภาวะความขัดแย้งในปัจจุบัน ทำให้ไม่มีความคิดเห็นของฝ่ายใดที่ถูกหรือผิดไปเสียทั้งหมด ข้อเสนอที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องซึ่งยังคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่นั้น จึงมีลักษณะเป็นทางเลือกที่ยังมิใช่คำตอบสุดท้าย และขอให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการสร้างความปรองดองบนพื้นฐานของความจริงจังและจริงใจด้วยกระบวนการพูดคุย (Dialogue) หาทางออก ใน ๒ ระดับ คือ ๑) ระดับตัวแทนทางการเมืองและกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และ ๒) ระดับประชาชนในพื้นที่ในลักษณะของ “เวทีประเทศไทย” ซึ่งจะทำให้สังคมได้ร่วมกันแสวงหาทางออกต่อความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน และออกแบบภาพอนาคตของประชาธิปไตยไทย ตลอดจนกติกาทางการเมืองที่ยอมรับได้ร่วมกันได้ และไม่ควรหักหาญดำเนินการใดไปก่อนจะได้รับความเห็นร่วมกันในสังคม
ทั้งนี้ เนื้อหาสาระของการพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปรองดองนั้น มีอย่างน้อย ๖ ประเด็น โดยแบ่งเป็นระยะสั้น ๔ ประเด็นเพื่อทำให้ความแตกแยกและบาดแผลที่เกิดขึ้นกับสังคมและปัจเจกบุคคลกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และระยะยาว ๒ ประเด็นเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากความแตกต่างของมุมมองต่อประชาธิปไตย และเป็นการวางรากฐานของประเทศสู่อนาคต   

ในระยะสั้น มีประเด็นที่สังคมควรต้องพิจารณาร่วมกัน ดังต่อไปนี้(๑) การจัดการกับความจริงของเหตุการณ์รุนแรงที่นำมาซึ่งความสูญเสีย โดยการสนับสนุนส่งเสริมบทบาทของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ให้ดำเนิน การค้นหาความจริงให้แล้วเสร็จภายในหกเดือน และควรเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์โดยไม่ระบุตัวบุคคลในระยะเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบททางสังคม โดยวัตถุประสงค์ของการเปิดเผยนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อให้สังคมเรียนรู้บทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีตและป้องกันมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต (๒) การให้อภัยแก่การกระทำที่เกี่ยวข้องผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองโดยรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่รัฐและผู้บังคับบัญชา ตลอดจนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยมีความเป็นไปได้อย่างน้อย ๒ ทางเลือก ทางเลือกที่หนึ่ง – ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดทุกประเภท ทั้งคดีการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ และคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง อาทิ การทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน หรือการทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและชีวิต ลักษณะการนิรโทษกรรมเช่นนี้ มีปรากฏในประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง เช่น เกาหลีใต้ โมร็อกโก ซึ่งเน้นไปที่ผู้ได้รับผลกระทบจากคดีทางการเมือง และการชุมนุมทางการเมือง
 
ข้อดี
๑)  ไม่เป็นการสร้างบรรยากาศที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง ซึ่งการยกเลิกความผิดไปทั้งหมดจะเป็นการลด “เงื่อนไข”ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงของทุกฝ่ายได้
๒)  ตอบสนองความต้องการของสังคมในเรื่องความสงบสุข และเดินหน้าต่อไปได้ในภาพรวม
ข้อสังเกต
๑) ลำพังแต่การนิรโทษกรรมนั้น มีผลในด้านการยุติการดำเนินคดีทางกฎหมายเท่านั้น แต่ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในทางอื่นนั้นก็ยังมีอยู่ จึงควรดำเนินการร่วมกับกระบวนการอื่น ๆ ด้วยเช่นการเยียวยาความเสียหาย เป็นต้น ซึ่งการดำเนินมาตรการควบคู่ไปกับการนิรโทษกรรมนี้ มีในหลายประเทศ เช่น ในชิลีมีการจ่ายค่าชดเชยและมีมาตรการเยียวยาเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เสียหายหรือเสียชีวิต หรือในมอร็อกโก ที่มีการตั้งคณะกรรมการรับฟังความรู้สึกของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เป็นต้น
๒) ผู้รับผลกระทบโดยตรงอาจยังไม่พอใจและต้องการให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดอยู่ รวมทั้งการขอโทษจากคู่กรณี เพราะการนิรโทษกรรมจะเป็นการ “ลบ”ทางที่จะผู้ได้รับผลกระทบจะเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบการกระทำของตนเอง ในด้านหนึ่ง เป็นการนิรโทษกรรมเช่นนี้เป็นการปลดข้อจำกัดที่สังคมจะเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่ต้องพะวงกับความผิดของผู้เกี่ยวข้อง แต่ในด้านหนึ่ง ก็เป็นการ “ทิ้ง” ผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผู้ถูกกระทำในบางกรณี เพราะเขาเหล่านั้นจะไม่อาจเรียกร้องการเอาโทษต่อผู้กระทำความผิดได้อีกแล้ว
๓) การนิรโทษกรรมโดยเนื้อแท้คือการ “ไม่ต้องรับผิด ในสิ่งที่ผิด” หากเลือกใช้กระบวนการนี้ จะไม่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้จากความผิดพลาด และอาจก่อให้เกิดความ “เคยชิน” ต่อการไม่ต้องรับโทษ ดังนั้น หากไม่มีการบันทึกประวัติศาสตร์และทำความจริงให้ปรากฏ ก็อาจเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นได้อีกเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ ในหลายประเทศ จึงต้องมีกระบวนการค้นหาความจริง กระบวนการสร้างความรู้สึกที่จะให้อภัยหรือสำนึกผิดควบคู่ไปด้วย เช่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร รวันดา

ทางเลือกที่สอง – ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองเฉพาะคดีการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ เท่านั้น โดยคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เช่น การทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน หรือการทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและชีวิต จะไม่ได้รับการยกเว้น
 
ทางเลือกนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มุ่งให้ความสำคัญกับ “เหตุจูงใจทางการเมือง”ที่เป็นเจตนาสำคัญในการก่อให้เกิดพฤติกรรมและสถานการณ์ความขัดแย้งจนนำมาสู่ความสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ การนิรโทษกรรมในทางเลือกนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ผู้ที่ต้องถูกดำเนินคดีในส่วนของการกระทำที่ “มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองคือ ความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘  ส่วนความผิดทางอาญาอื่นแม้มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง แต่โดยลักษณะของการกระทำ ยังอาจพอแยกได้ว่าเป็นความผิดทางอาญาตามปกติ เช่นการทำลายทรัพย์สิน การลักทรัพย์ ย่อมยังต้องอยู่ในกระบวนพิจารณาต่อไป
 
ข้อดี
๑) เนื่องจากคดีอาญาเหล่านี้เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาโดยผู้กระทำผิดมีมูลเหตุจูงใจในทางการเมือง และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีรากเหง้าที่สำคัญมาจากสภาพสังคมไทยอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน (Transition) การนำเอาหลักความยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) ที่มีเพียงมาตรการการฟ้องคดีอาญาในเชิงลงโทษมาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงไม่เหมาะสมกับสภาพของปัญหา  การแยกส่วนของมูลเหตุจูงใจทางการเมืองออกจากคดีอาญาปกติที่เกิดขึ้นในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ย่อมเป็นการรักษาคุณธรรมทางของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีอยู่แล้ว ไม่ให้ปะปนกับความรับผิดที่มีมูลเหตุทางการเมือง ลักษณะเช่นนี้คล้ายคลึงกับที่ปรากฏในการแก้ไขปัญหาของประเทศอินโดนีเซีย ที่มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและผู้ถูกคุมขังที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกลุ่มก่อการร้ายโดยมีคำสั่งปล่อยโดยประธานาธิบดี แต่ไม่รวมถึงคดีที่เป็นอาชญากรรมทั่วไป
๒) สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือมีประเด็นทางการเมืองเป็นองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นเจตนาพิเศษที่ควรได้รับการเคารพตามแนวทางเสรีประชาธิปไตย เป็นการตัดผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำผิดที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมออกไป
๓) สิทธิของประชาชนที่มาชุมนุมโดยสงบได้รับการคุ้มครอง
 
ข้อสังเกต
๑) เป็นอุปสรรคต่อการสร้างบรรยากาศความปรองดอง เพราะเป็นเพียงการลด “ปริมาณ”ของความขัดแย้งลง โดยยังคงมีผู้ที่ต้องได้รับผลกระทบจากการกระทำทั้งของตนเองและผู้อื่นอยู่
๒) การกำหนดแยกฐานความผิดที่ยึดโยงกับเรื่องการเมืองนั้น ในทางปฏิบัติทำได้ยากเพราะต้องมีการพิสูจน์เจตนาพิเศษว่าเป็นการกระทำเพราะการเมือง ผลที่ตามมาของการแยกเจตนาทางการเมืองออกจากเจตนากระทำผิดอาญาปกติที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้คนที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมยังต้องถูกลงโทษอยู่บ้าง ทั้งนี้ ทั้งสองทางเลือก ให้ยกเว้นกรณีความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยให้กรณีดังกล่าวดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมและนิติประเพณี 
(๓) การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและเป็นการ ลดเงื่อนไขของข้อกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในส่วนของการดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาโดยกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยมีความเป็นไปได้อย่างน้อย ๓ ทางเลือก

ทางเลือกที่หนึ่ง – ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่ โดยให้เฉพาะผลการพิจารณาของ คตส. สิ้นผลลง และโอนคดีทั้งหมดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการใหม่ แต่ไม่กระทบถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว
ข้อดี
๑) กระบวนการยุติธรรมปกติเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างความเป็นธรรมในสังคมที่ขัดแย้งรุนแรง
๒) สังคมไม่รู้สึกว่าเป็นความยุติธรรมของผู้ชนะเท่านั้น เพราะคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีทั้งยกฟ้องและพิพากษาว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหา
๓) สร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการ
๔) สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วใน กระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดำเนินต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องมีการยกเลิก เพิกถอนใดๆ
ข้อสังเกต
การยึดหลักการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด (Legally) (ประกาศคมช.มีผลบังคับใช้ได้เช่นกฎหมาย) โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรม (Legitimacy) จะมีผลต่อความเป็นธรรมของสังคม  
ทางเลือกที่สอง – ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด และให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความ
ข้อดี
๑)  คืนความเป็นธรรมให้กับสังคมโดยกระบวนการยุติธรรมปกติ  ซึ่งเป็นไปตามหลักนิติธรรม (Rule of Law)
๒)  ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบกลับคืนมา
๓)  ผู้ถูกตัดสินตามคำพิพากษา และมวลชนผู้สนับสนุนรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม (คืนมา)
๔)  เปิดโอกาสให้ฝ่ายที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมได้พิสูจน์ตัวเองด้วยกระบวนการยุติธรรมปกติ
๕)  สังคมไทยหันมาให้ความสำคัญกับความถูกต้องชอบธรรมในกระบวนการมากกว่าเป้าหมาย
ข้อสังเกต
๑)  บางคดีผู้ถูกกล่าวหาถูกดำเนินคดีสองครั้ง
๒)  พยานหลักฐานในคดีอาจไม่ครบถ้วน ซึ่งมีผลต่อคำพิพากษาของศาล
ทางเลือกที่สาม – ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
ข้อดี
๑)  ขจัดความเคลือบแคลงและไม่เชื่อมั่นในจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขาดความชอบธรรมในด้านที่มาของอำนาจ
๒)  สถาบันตุลาการถูกกันออกจากจุดที่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย ทำให้ดำรงรักษาความเป็นกรรมการกลางที่เป็นอิสระได้
๓)  สังคมไทยหันมาให้ความสำคัญกับความถูกต้องชอบธรรมในกระบวนการมากกว่าเป้าหมาย
ข้อสังเกต
๑)  ข้อกล่าวหาการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ ไม่ได้รับการพิสูจน์โดยกระบวนการยุติธรรม
๒)  ความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของบางฝ่ายยังดำรงอยู่
๓)  การสร้างความปรองดองเป็นไปได้ยาก เพราะบางกลุ่มเห็นว่าผู้กระทำผิดยังลอยนวล ไม่มีการพิสูจน์ข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดหรือไม่
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกใด จะต้องไม่มีการฟ้องร้อง คตส. ในเวลาต่อมา เนื่องจากถือว่าการกระทำของ คตส. เป็นไปตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในขณะนั้น
(๔) การกำหนดกติกาทางการเมืองร่วมกัน ซึ่งอาจรวมถึงการแก้ไขกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาหาข้อสรุปร่วมกันต่อประเด็นที่อาจจะถูกมองว่าขัดต่อหลักนิติธรรมและความเป็นประชาธิปไตย และต้องหลีกเลี่ยงการสร้าง “ความยุติธรรมของผู้ชนะ” ในแง่ที่ผู้มีอำนาจรัฐเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดโดยไม่ฟังเสียงที่เห็นต่าง อนึ่ง ประเด็นที่ต้องพิจารณาอาจรวมถึงการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่าย       นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การตรวจสอบองค์กรอิสระ การได้มาซึ่งบุคคลที่เข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือการยุบพรรคการเมือง
ในระยะยาว มีประเด็นที่สังคมควรต้องพิจารณาร่วมกัน ดังต่อไปนี้

(๑)  การออกแบบภาพอนาคตของการปกครองระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับและยึดถือร่วมกัน โดยการเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยกันถึงลักษณะความเป็นประชาธิปไตยของไทยที่คนในสังคมยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ อันถือเป็นปัญหาใจกลางของความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบัน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเห็นพ้องในหลักการและกติกาทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยไทย
(๒)  การวางรากฐานของประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และการเสริมสร้างวัฒนธรรมความเป็นพลเมืองและความทนกันได้ (Tolerance) ในการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่าง

ทั้งนี้ ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดอง โดยรัฐบาลควร (๑) แสดงเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน รวมทั้งมีแนวทางที่เป็นรูปธรรมที่จะสร้างความปรองดองในชาติโดยเร็ว (๒) สร้างความตระหนักแก่สังคมให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการสร้างความปรองดองในชาติ และ (๓) มีคำอธิบายต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งในรูปของตัวเงินและความรู้สึก อาทิ การให้เกียรติผู้สูญเสียทุกฝ่าย หรือการสร้างสัญลักษณ์เพื่อเป็นที่รำลึกถึงบทเรียนต่อเหตุการณ์ทางการเมืองของสังคมไทย
ในส่วนของผู้เกี่ยวข้องนั้น (๑) ทุกฝ่ายควรงดเว้นการกระทำใดๆ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าอยู่ในสังคมที่ไม่เคารพกฎหมายและหลักนิติรัฐ อาทิ การใช้มวลชนในการเรียกร้องหรือกดดันด้วยวิธีการอันผิดกฎหมาย และ (๒) ควรลดความหวาดระแวงระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมโดยยุติการเคลื่อนไหวใดๆ ที่อาจถูกตีความได้ว่าเป็นความพยายามที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ (๓) สื่อมวลชนควรสนับสนุนกระบวนการสร้างความปรองดองและหลีกเลี่ยงการสร้างความขัดแย้งใหม่โดยนำเสนอความคิดเห็นทางการเมืองจากฝ่ายต่างๆอย่างรอบด้าน และ (๔) สังคมไม่ควรรื้อฟื้นเอาผิดกับการทำรัฐประหารที่ผ่านมาในอดีตและต้องหามาตรการในการป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารอีกในอนาคต พร้อมทั้งกำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังที่กล่าวมาจะประสบผลสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญอย่างน้อย ๓ ประการ คือ (๑) เจตจำนงทางการเมืองของผู้มีอำนาจรัฐที่จะสร้างความปรองดองโดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ (๒) กระบวนการสร้างความปรองดองจะต้องมีพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงและประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อทางออกและแนวทางป้องกันมิให้ความขัดแย้งกลับกลายเป็นความรุนแรงในอนาคต และ (๓) ปัญหาใจกลางซึ่งเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งจะต้องได้รับการแก้ไขและแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนาประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาของประเทศไทย

อนึ่ง คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ริเริ่มกระบวนการพูดคุยร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นโดยไม่ใช้เสียงข้างมากในการตัดสิน หลังจากนั้นจึงขยายผลการพูดคุยสู่พรรคการเมืองของตน กลุ่มผู้สนับสนุน และสังคมใหญ่ เพื่อให้ผู้คนทั้งสังคมที่ไม่ว่าจะมีความเห็นทางการเมืองแบบใด เกิดความตระหนักว่า สังคมไทยจะปรองดองกันได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการถกเถียงถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ผ่านกระบวนการพูดคุยที่สามารถนำมาซึ่งทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน 
กล่าวโดยสรุปแล้ว การที่กระบวนการสร้างความปรองดองในชาติจะบรรลุเป้าหมายได้นั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องก้าวข้ามไปให้ไกลกว่าการถกเถียงกันเพียงแค่ในข้อกฎหมาย กล่าวคือ ต้องพิจารณาให้กว้างและลึกลงถึงเหตุแห่งความขัดแย้ง คำนึงถึงมิติความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มพลังต่างๆในสังคม รวมถึงการมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาและสร้างความปรองดองที่ทุกฝ่ายในสังคมให้การยอมรับ ภายใต้บรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตยที่ทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่ามีบทบาทและพื้นที่ในการเสวนาถกเถียงถึงภาพอนาคตของประเทศ อันเป็นเสมือนหลักหมุดปลายทางที่ทุกฝ่ายจะร่วมเดินทางไปภายใต้กติกาที่สังคมเห็นพ้องต้องกัน

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

"ยิ่งลักษณ์"หนุนความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ



ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 2-4 เม.ย.ว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการเข้าร่วมประชุมสุดยอดท้ายของการประชุม เมื่อเวลา 08.00 น. นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมสุดยอดสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) ครั้งที่ 6 ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นการประชุมระดับผู้นำในกรอบอนุภูมิภาค      ซึ่งนายกรัฐมนตรี ยืนยันสนับสนุนให้กรอบความร่วมมือดังกล่าวมีความก้าวหน้าต่อไป เพราะจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาคให้เติบโตมากขึ้น ทำให้ประชาชนในระดับท้องถิ่นได้ประโยชน์จากการพัฒนา อีกทั้งเป็นการต่อยอดการสร้างประชาคมอาเซียน
ทั้งนี้ผู้นำได้ทบทวนความร่วมมือใน 6 สาขาหลัก ประกอบด้วย เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ภายในอนุภูมิภาค อำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน ภายในพื้นที่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจและเชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอก การท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์และอุตสาหกรรมฮาลาล ส่งเสริมด้านทรัพยากรมนุษย์ และส่งเสริมการเติบโตภาคการเกษตร        
และ ภายหลังการประชุมผู้นำทั้ง 3 ประเทศ ได้แถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันในการมุ่งมั่นร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดช่องว่างการพัฒนาภายในและระหว่างประเทศในอนุภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนพ้นจากความยากจน นอกจากนี้ยังมีแผนดำเนินการระยะ 5 ปี เน้นโครงการเชื่อมโยงด้านคมนาคมที่มีความสำคัญเร่งด่วนทางกายภาพ ระบบสาธารณูปโภค การขนส่งทางอากาศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้า นักท่องเที่ยว ส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร พร้อมริเริ่มโครงการวิจัยเกี่ยวกับศักยภาพของตลาดเชื้อเพลิงชีวภาพในเอเชีย เพื่อปรับปรุงตลาดเชื้อเพลิงชีวภาพ และมอบหมายให้รัฐมนตรีสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ติดตามความก้าวหน้าความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น ในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในการสร้างกิจกรรมร่วมกัน                    
จากนั้นเวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 20 อย่างไม่เป็นทางการ เพื่อให้ผู้นำอาเซียนได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศ อาทิ การสร้างสำนักงานเลขาธิการอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง แนวทางการปฏิบัติของชาติที่เกี่ยวข้องในทะเลจีนใต้ วิกฤตการณ์หนี้ยุโรป และการประชุมจี 20 ทั้งนี้การประชุมสุดยอดอาเซียนผู้นำจะรับรองเอกสารผลลัพธ์ ทั้งสิ้น 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ปฏิญญาพนมเปญว่าด้วย “อาเซียนหนึ่งประชาคม หนึ่งจุดมุ่งหมาย” ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อหลักของการเป็นประธานอาเซียนของกัมพูชาในปีนี้  2.ปฎิญญาอาเซียนว่าด้วยอาเซียนปลอดยาเสพติด พ.ศ.2558  3.เอกสารแนวความคิดเรื่องกลุ่มผู้มีแนวคิดทางสายกลาง    

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

"บิ๊กอ๊อด" เตือนเฝ้าระวังโจรใต้บึ้มซ้ำปลายมี.ค.-กลางเม.ย.-ต้นพ.ค.


วันนี้ (4 เม.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีได้ออกมาเตือนให้เฝ้าระวังโจรใต้จะก่อเหตุรุนแรงอีกว่า เนื่องจากในช่วงปลายเดือนมี.ค.กลางเดือน เม.ย. และต้อนเดือนพ.ค.จะมีหลายงาน เช่น เทศกาลสงกรานต์   การประชุมองค์การการประชุมอิสลาม (โอไอซี) และจะมีการปฏิบัติการเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ตากใบ  กรือเซะ    เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะทำอะไรหรือสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดการปลุกปั่น สร้างสถานการณ์ร้ายแรงก็จะต้องสร้างผลงานในช่วงนี้  และทุกครั้งที่ปฏิบัติการเสร็จสิ้นในแต่ละภารกิจก็จะได้รับรางวัลด้วยเป็นเงินทุนสนับจากต่างชาติ ขณะที่รัฐบาลจะต้องทำงานในเชิงรุก  โดยเฉพาะงานด้านการข่าวที่จะต้องละเอียดรอบคอบ รวดเร็ว กว่านี้ และทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและบูรณาการ โดยตนจะเป็นตัวประสานงานและขับเคลื่อนการทำงาน 
รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า  หลังจากที่นายกฯกลับจากต่างประเทศ ตนจะเข้าไปหารือในเรื่องการทำงาน โดยจะต้องให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. เข้าไปชี้แจงการทำงานกับรัฐมนตรีทั้ง19 กระทรวงที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้องกับกอ.รมน. เพื่อจะได้รับรู้ว่าตัวเองต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง  เพราะขณะนี้แต่ละกระทรวงไม่รู้ว่ามีหน้าที่อะไรเกี่ยวข้องกับกอ.รมน.บ้าง  เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวว่าเหตุก่อความไม่สงบจะขยายออกมานอกพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่มีรายงานในเรื่องนี้เพราะความต้องการของเขายังอยู่ในพื้นที่ และวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบแล้วว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ โดยหัวโจกบางรายได้ออกหมายจับแล้ว  บางคนอยู่ติดตามจับกุมตัว และยังอยู่ในประเทศ ไม่ได้หลบหนีออกไปต่างประเทศ  และบ่ายวันเดียวกันนี้ก็จะรวบรวมภาพถ่าย ระบุตัวบุคคลออกมาให้ชัดเจน   โดยผู้ก่อเหตุมีหลายกลุ่ม และทุกกลุ่มอยากมีความหมายและอยากมีความสำคัญในการปฏิบัติการ  
เมื่อถามถึง การข่าวระบุมีรถต้องสงสัยประกอบระเบิดคาร์บอมบ์เหลืออีก 10 คัน  ทางตำรวจเข้าประกบติดตามได้แล้วหรือยัง  พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวยอมรับว่า ยังรถที่ต้องสงสัยประกอบเป็นคาร์บอมบ์อีกหลายคัน  ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบอยู่  ดังนั้นต่อไปนี้เราจะต้องมีการลงทะเบียนยานพาหนะรวมทั้งจะต้องมีการวางมาตรการเข้มงวดมากขึ้น  ทั้งการเข้าออก การจอดรถในแต่ละพื้นที่ด้วย  อย่างพื้นที่เกิดเหตุระเบิดที่โรงแรมลีการ์เด้นท์ เป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ถือเป็นจุดที่เมื่อเกิดเหตุแล้วจะมีเสียงดัง ทำให้ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ และมีความสำคัญในการปฏิบัติการ   นอกจากนั้นก่อนหน้านี้ยังได้มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุของอ.หาดใหญ่ จ.สงขลามาแล้ว รวมทั้งมีการเตือนการทุกโรงแรมแล้วแต่วันที่เกิดเหตุเป็นวันที่เปลี่ยน รปภ.พอดี จึงได้สั่งการให้ตำรวจเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด และอีก 2-3 วัน ตนจะไปลงไปประชุมในเรื่องนี้ โดยต้องดูว่าเป็นกรณีที่มีเกลือเป็นหนอนหรือไม่ เพราะช่วงเวลาที่เกิดเหตุเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนรปภ.และเอารถเข้าไปจอดพอดี
เมื่อถามว่า จำเป็นจะต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ หรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่ายังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ต้องรอดูสถานการณ์เพิ่มเติมก่อนว่าจะเป็นอย่างไร หากจะมีการพิจารณาเรื่องนี้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ร้ายแรงจะเรียกประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์   อย่างไรก็ตามในสัปดาห์นี้ทาง อ.หาดใหญ่ ก็ยังจะมีการจัดกิจกรรมหลายอย่าง เพื่อเรียกความเชื่อมั่น เช่น งานมิดไนท์สงกรานต์   การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดระดับประเทศ  และร้านค้าทุกร้ายก็เปิดค้าขายตามปกติแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานข่าวว่าสารระเบิดที่ใช้ก่อระเบิดนำเข้ามาจากต่างประเทศ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า  เป็นการนำเข้ามาทีละส่วน แล้วมาประกอบในเมืองไทย โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ   เมื่อถามว่า เหตุระเบิดในอนาคตจะพัฒนาเป็นระเบิดพลีชีพหรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า  คงไม่ถึงขั้นนั้น  ส่วนที่มีข่าวว่ามีนักการเมืองเข้าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตนยังไม่มีข่าวในเรื่องนี้  กำลังตรวจสอบอยู่   เมื่อถามอีกว่า  มีข่าวว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เจรจากับกลุ่มนายสะแปอิง แกนนำขบวนการบีอาร์เอ็นเดิม  พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่างเลี่ยงว่า ขออนุญาตไม่พูดเรื่องนี้   เมื่อถามย้ำว่า เหตุระเบิดทีเกิดขึ้นเป็นเพราะมีการไปล้มโต๊ะเจรจากับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็นใช่หรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ไม่จริง ๆ สำหรับกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเสนอให้เปิดการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติหารือเกี่ยวกับเหตุระเบิดในภาคใต้นั้น โดยส่วนตัวไม่ขัดข้องและพร้อมที่จะชี้แจง แต่ขอให้เป็นการประชุมลับ  ถ้าไม่ประชุมลับก็คงจะพูดในรายละเอียดไม่ได้

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

บ้านโซนน้ำท่วมราคาทรุด ยอดบ้านมือสองพุ่งเพียบ วอนอย่าเพิ่งรีบขายบ้านครึ่งปีแรกนี้


วันนี้ (4 เม.ย.)นายสมศักดิ์ มุนีพีระกุล นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาบ้านมือสองตกต่ำถึงขีดสุด 10-30% เนื่องจากมีบ้านมือสองพร้อมขายในตลาดเพิ่มขึ้น 10-20% จากเดิมที่มีอยู่แล้วเกือบ 400,000 หน่วย หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ถูกน้ำท่วมแห่ขายบ้านเพิ่มขึ้นอีก ไม่น้อยกว่า 150,000 หน่วย จึงต้องการขอให้รัฐบาลช่วยขยายมาตรการให้ครอบคลุมบ้านมือสองด้วยโดยด่วนหลังจากมาตรการที่ออกมาช่วยเหลือผู้ซื้อบ้านนั้นไม่ตรงจุดกับสถานการณ์ปัจจุบันนี้ พร้อมทั้งแนะนำให้ประชาชนอย่าเพิ่งตัดสินใจขายบ้านหนีน้ำท่วมครึ่งปีแรกนี้

“ตลาดธุรกิจบ้านมือสองไตรมาส 1 ที่ผ่านมานั้น ยังคงอยู่ในภาวะยังคงซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่มีบ้านมือสองที่พร้อมจะขายในตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 150,000 หน่วยหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งนี้ จากการสำรวจโซนน้ำท่วมพบว่ามีทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสองได้รับผลกระทบ 1.5-1.6 ล้านหน่วย ในจำนวนนี้มีทั้งบ้านที่เข้าอยู่อาศัยมานานแล้ว บ้านที่เพิ่งเข้าอยู่อาศัย และบ้านที่ยังไม่เคยเข้าอยู่อาศัยเลย รวมทั้งกลุ่มบ้านมือสองที่กำลังประกาศขายอยู่ เพราะหลังจากน้ำท่วมแล้วทำให้มีบ้านมือสองที่พร้อมจะขายในตลาดเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาบ้านที่ลดลง 10-30% ขึ้นอยู่กับความเสียหาย และในกรณีที่น้ำท่วมมาก ๆ ก็จะกระทบต่อการตัดสินใจซื้อ และมักจะขายไม่ได้ราคา เพราะผู้ซื้อจะต่อรองราคาค่อนข้างมาก ทำให้ไม่สามารถขายได้ราคาดีนัก”

นอกจากนั้น ความช่วยเหลือของภาครัฐ ก็ไม่ได้เน้นบ้านมือสองเลย เห็นได้จากมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมา มักไม่ถึงบ้านมือสองโดยตรง เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีให้ผู้ซื้อบ้านหลังแรกมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่ดีมาก แต่ข้อเสียคือต้องเป็นการซื้อบ้านใหม่เท่านั้น ซึ่งสมาคมฯ ได้พยายามชี้แจงให้ภาครัฐได้เห็นว่าหลังเหตุการณ์น้ำท่วม มีบ้านมือสองประกาศขายเพิ่มขึ้น หากประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านมือสองในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นบ้านมือสองและเป็นบ้านหลังแรกได้รับผลจากมาตรการนี้ด้วยช่นกัน ก็จะทำให้คนขายบ้านในโซนน้ำท่วมขายได้ง่ายและมากขี้น และทำให้ตลาดคึกคักเพราะจะเร่งให้เกิดการตัดสินใจซื้อ และภาครัฐจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

“ความจริงแล้ว รัฐก็ไม่ได้ทอดทิ้งธุรกิจบ้านมือสองเลยทีเดียว เนื่องจากมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดการซื้อบ้านมือสองราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท และได้สิทธิดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี แต่เงื่อนไขไม่ได้ช่วยเหลือบ้านมือสองทั้งหมด เพราะช่วยเหลือเฉพาะผู้ซื้อบ้านมือสองที่เป็นทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ของธนาคารอาคารสงเคราะห์เท่านั้น ทำให้บ้านมือสองทั่วไปไม่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าว ดังนั้น รัฐต้องทบทวนมาตรการความช่วยเหลือให้ครอบคลุมบ้านมือสองให้ทั่วถึงด้วย”
ทั้งนี้ หากมีมาตรการช่วยเหลือธุรกิจบ้านมือสอง เชื่อว่าจะทำให้ตลาดมีสภาวะการซื้อขายที่ดีขึ้น และการที่รัฐตั้งงบประมาณไว้ถึง 20,000 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือผู้ซื้อบ้านหลังแรก แต่มีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการไม่ถึง 20% หรือ 2,000-3,000 ล้านบาทเท่านั้น หากมาตรการนี้ ครอบคลุมถึงบ้านมือสองด้วย เชื่อว่าจะมีตัวเลขมากขึ้นแน่นอน

สำหรับยอดขายบ้านมือสองทั้งบ้านประกาศขายเองและเอ็นพีเอแต่ละปีน่าจะอยู่ที่ 50,000-60,000 หน่วย แต่หลังจากน้ำท่วม ยอดขายก็ได้รับผลกระทบ และสมาคมฯ ได้ออกประกาศเตือนผู้บริโภคว่าหากไม่จำเป็นจริง ๆ อย่าเพิ่งขายบ้านในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เพราะราคาขายจะตกต่ำค่อนข้างมาก เชื่อว่าปลายไตรมาส 2-3 น่าจะทำให้ความรู้สึกเรื่องน้ำท่วมน่าจะเบาบางลง และทำให้ราคาบ้านมือสองดีขึ้น แต่หากภาครัฐมีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันน้ำท่วม จะเป็นปัจจัยที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและผู้บริโภคที่ต้องการซื้อบ้าน โดยเฉพาะในทำเลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมซึ่งจะทำให้คนไม่อยากขายบ้านทิ้ง  เพราะพฤติกรรมคนไทยนั้นส่วนใหญ่ไม่ต้องการย้ายบ้านจากถิ่นที่เคยอยู่ หรือ ย้ายจากถิ่นที่ทำงานอยู่เดิม

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

เตรียมออกหมายจับ 2 มือบึ้มลีการ์เดนส์


วันนี้(4 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีลอบวางระเบิดโรงแรมลีการ์เดนส์พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา  ผบช.ภ.9 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายจับสองคนร้ายที่ก่อเหตุในอีกไม่เกินสองวัน รอเพียงการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีกบางส่วน โดยสองคนร้ายที่เตรียมออกหมายจับนั้นเป็นสองคนร้ายที่ได้จากภาพกล้องวงจรปิดของโรงแรมลีการ์เด้นส์พลาซ่าบันทึกไว้ได้ขณะขับรถเก๋งคาร์บอมเข้าไปจอดและเดินออกจากโรงแรมและได้มีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้และเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ระเบิดในจ.ยะลาเนื่องจากสารที่ประกอบระเบิดเป็นชนิดเดียวกันและคนร้ายมาจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และเชื่อว่าขณะนี้ยังคงอยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ทางตำรวจยังได้ตั้งรางวัลนำจับทั้งสองคนเพิ่มเป็นคนละ1 ล้านบาท นอกเหนือจากที่ทางผู้ว่าราชการจ.สงขลาได้ตั้งรางวัลนำจับไปเมื่อวานนี้คนละ5 แสนบาท
ที่ห้องประชุมหอการค้า จ.สงขลา พล.ต.อ.สุวัฒน์  จันทร์อินธิกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.ฉัตรชัย  โปตระนันท์ ที่ปรึกษา(สบ10)  พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา(สบ10)  เรียกประชุมร่วมกับ นายสุรชัย  จิตภักดีบดินทร์ ประธานหอการค้าจ.สงขลา และตัวแทนภาคธุรกิจในอ.หาดใหญ่ทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า ธุรกิจส่งออกและธุรกิจนำเที่ยวและฝ่ายปกครองจ.สงขลา เพื่อกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อ.หาดใหญ่ร่วมกัน เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการท่องเที่ยวและเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์โดยเฉพาะในระยะสั้นก่อนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์
ภายหลังการประชุมนานกว่า2 ชั่วโมง พล.ต.อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า มาตรการที่ทั้งเจ้าหน้าที่และภาคธุรกิจจะเริ่มดำเนินการคือจะมีการตั้งด่านตรวจบนถนนสายหลักทั้ง4 สายรวมทั้งสายรองและเส้นทางลัดอีกอย่างน้อย40 เส้นทางตลอด24 ชั่วโมงโดยเน้นการตรวจค้นรถยนต์และบุคคลต้องสงสัยป้องกันการเข้ามาก่อเหตุโดยใช้กำลังทั้งฝ่ายตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองเข้ามาร่วมกัน  นอกจากนี้จะกำหนดโซนนิ่งพื้นที่ย่านเศรษฐกิจการค้ากลางเมืองหาดใหญ่ให้เป็นสัดส่วน และรถยนต์ที่ติดแก๊สห้ามลงไปจอดบริเวณชั้นใต้ดินของโรงแรมหรือศูนย์การค้าอย่างเด็ดขาด รวมทั้งตรวจเช็คสภาพความพร้อมของกล้องจรปิดทุกจุดในเมืองหาดใหญ่ซึ่งมีอยู่กว่า1 ตัวว่ายังอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานหรือไม่ รวมทั้งนำสุนัขดมกลิ่นเข้ามาตรวจหาวัตถุระเบิดนอกเหนือจากเครื่องมือที่อาจไม่เพียงพอ นอกจากนี้จะมีการจัดอบรม รปภ.ตามสถานประกอบการต่างๆเกี่ยวกับวิธีการตรวจและสังเกตุรถต้องสงสัยและป้ายทะเบียนปลอมซึ่งจะจัดอบรมในวันที่10 เมษายนนี้
ด้านนายสุรชัย จิตภักดีบดินทร์  ประธานหอการค้าจ.สงขลา เปิดเผยว่า ขณะนี้ความสูญเสียทางเศรษฐกิจหลังเกิดระเบิดในหาดใหญ่ประมาณ800 ล้านบาทเนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวไทยยกเลิกการเดินทางทั้งหมดส่วนมาเลเซียยกเลิกไปบางส่วน เช่นเดียวกับนักธุรกิจชาวต่างชาติที่มีแผนจะเข้ามาดูงานในหาดใหญ่ก็ยกเลิกการเดินทางทั้งหมด หรือแม้แต่ภาคการขนส่งในภาคกลางก็มีการเรียกร้องเพิ่มเงินค่าเสี่ยงภัยและค่าใช้จ่ายต่างๆในการขนสินค้าลงมาหาดใหญ่เพิ่มขึ้นเพราะไม่มีใครกล้าลงมา

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

“ป.ป.ท.”แฉรถหรูหนีภาษีเกลื่อนเมือง ทำรัฐสูญมโหฬาร1,200 ล้านต่อเดือน“ป.ป.ท.”แฉรถหรูหนีภาษีเกลื่อนเมือง ทำรัฐสูญมโหฬาร1,200 ล้านต่อเดือน



ป.ป.ท.แฉขบวนการนำเข้ารถหรูเลี่ยงภาษีทำรัฐเสียภาษีมหาศาล พบเฉลี่ยรถนำเข้าใหม่ 60 คันต่อวัน ทำรัฐสูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาทต่อเดือน ประสานข้อมูลทางการอังกฤษตรวจสอบขบวนการนำเข้ารถนอก
วันนี้ ( 4 เม.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) พ.ต.อ.ดุษฎี  อารยวุฒิ  เลขาธิการป.ป.ท.  ประชุมร่วมกับตัวแทนกรมศุลกากรอังกฤษจากฮ่องกง  เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาขบวนการนำเข้ารถยนต์หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรโดยการสวมสิทธิ์นักเรียนไทยและบุคคลที่เข้าไปทำงานในต่างประเทศ  โดย พ.ต.อ.ดุษฎี  กล่าวภายหลังการประชุมว่า  สืบเนื่องจากที่ป.ป.ท. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบกลุ่มบุคคลที่ใช้สิทธิ์นักเรียนและบุคคลทำงานนำรถยนต์เข้ามาในไทยโดยผิดกฎหมายและมีพฤติการณ์เลี่ยงภาษีศุลกากร โดยรถยนต์หรูที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ อาทิ รถยนต์ยี่ห้อ เฟอร์รารี ปอเช่ร์ ออดี้ เบ็นลี่ แลมโบกีนี่  พบมีการสำแดงราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เช่น รถยนต์ใหม่นำเข้ายี่ห้อหนึ่งราคาประเทศผู้ผลิตคันละ 189,900  เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยนเงินไทย ขณะนั้น 1 เหรียญต่อเงินไทย 30.90 บาท แต่ผู้นำเข้าได้สำแดงราคากับกรมศุลกากรว่ารถยนต์ ยี่ห้อดังกล่าวมีราคา  43,650 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ  คิดเป็นเงินไทย 1,348,959.60  บาท คิดเป็นภาษีทั้งหมด  4,424,585 บาท

นอกจากนี้แล้วจากการตรวจสอบรถยนต์ยี่ห้อเบ็นลี่ที่นำมาแสดงในงานมอเตอร์โชว์ พบว่าตั้งราคาไว้ที่ 36-39 ล้านบาท แต่พบรถยี่ห้อดังกล่าวมีการแจ้งนำเข้าเพียงแค่ 1 ล้าน 3 แสนบาท เสียภาษี 3 ล้าน 4 แสนบาท ดังนั้นต้นทุนจึงอยู่ที่ราคาประมาณ 6 ล้านบาท เท่านั้น เห็นได้ว่าผู้นำเข้าแจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 4 เท่า ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีของรถยนต์คันดังกล่าวถึง 16 ล้านบาท  โดยในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ( 29-30  มี.ค. ) พบว่ามีรถยนต์ใหม่ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรมีหลักฐานเชื่อว่าสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง จำนวน 120  คัน ซึ่งก่อนหน้านี้พบว่ามีผู้นำเข้ารถยนต์ยี่ห้อ เฟอร์รารี่ จำนวน 26  คัน ที่สำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ประมาณ  2-4 เท่า ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 10 ล้านบาทต่อคัน ปัจจุบันมีข้อมูลการนำเข้ารถยนต์ใหม่จากต่างประเทศวันละประมาณ 60 คัน  เฉลี่ยเดือนละ  1,200 คันต่อเดือน เท่ากับรัฐสูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาทต่อเดือน

โดยพ.ต.อ.ดุษฎี  กล่าวว่า ได้ประชุมหารือร่วมกับเลขานุการเอกของสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอความร่วมมือตรวจสอบนักเรียนไทย และคนไทยที่ไปทำงานหรือพักอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ และนำรถยนต์เข้ามาว่ามีการซื้อขายและครอบครองรถยนต์ครบตามเงื่อนไขกฎหมายของไทยหรือไม่ และบริษัทที่ขายรถยนต์ให้แก่นักเรียนไทยข้างต้นเป็นใคร มีตัวตนอยู่หรือไม่  การซื้อขายรถยนต์มีการซื้อขายกันในราคาเท่าใด  ซึ่งตัวแทนสถานฑูตอังกฤษรับจะดำเนินการตรวจสอบ หากได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากประเทศอังกฤษ จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการจริงแต่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับต่ำกว่าซี 8 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบตรวจสอบของป.ป.ท. ซึ่งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องจะมีการประสานข้อมูลร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) รวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)เพื่อ ตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินการยึดทรัพย์  และหากพบว่ามีความเชื่อมโยงถึงการกระทำความผิดอื่นก็จะส่งให้หน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

รวมคำสั่งแต่งตั้ง ระดับ สว.- รอง ผบก. ประจำปี 2554


คลิกดูรายละเอียด

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th