วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

กระบะตีนผีซิ่งชนจยย.พ่วงพ่อลูกดับ2เพื่อนลูกสาหัส








พ่อค้าปลาตลาดเช้าสัตหีบดวงกุด พาบุตรชาย และเพื่อนบุตรชาย ตระเวนออกวางอวนหาปลา ขากลับเตรียมนำปลาไปขาย ถูกกระบะตีน พุ่งชนท้ายแล้วหลบหนี ส่วน 2 พ่อลูกดับอนาถคาที่ ส่วนเพื่อนลูกสาหัส ตำรวจเก็บชิ้นส่วนรถคนร้าย เตรียมเร่งลากคอ
เมื่อเวลา 05.30 น.วันนี้ (8เม.ย.) ร.ต.อ.ธีทัต ตรุณจันทร์ พนักงานสอบสวน สภ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์กระบะดีแม็ก สีบรอนซ์ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ก่อเหตุพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์พุ่งข้าง ก่อนหลบหนีหายลอยนวลมุ่งหน้าเข้าอำเภอสัตหีบ เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย เหตุเกิดบนถนนสุขุมวิท กม.163 เส้นทางพัทยา – สัตหีบ บริเวณทางเลี้ยวยูเทรินแยกทางเข้าร้านอาหารบางเสร่ซีฟู๊ด หมู่ 3 ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังรับแจ้ง พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบ รุดตรวจสอบ
 ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 100 s สีดำ ทะเบียน ขมฉ – 545 ชลบุรี สภาพด้านท้ายพังยับเยิน กระเด็นเหินขึ้นไปอยู่บนเกาะกลางถนน โดยบรรทุกปลาน้ำจืดมาจำนวนมาก บางส่วนได้ล่วงกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นถนน ใกล้กันข้างริมฟุตบาตรเกาะกลางพบร่าง นายโซ บางวัน อายุ 38 ปี พ่อค้าปลาตลาดเช้าสัตหีบ นอนเสียชีวิตสภาพกะโหลกศีรษะแตก มันสมองกระจายเกลื่อนพื้นถนน คอแขน และขาทั้ง 2 ข้างหัก ใกล้กันพบผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส 2 ราย คือนายอมร ชุมศิริ อายุ 15 ปี บุตรชายผู้ตาย และด.ช.หมู (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) อายุประมาณ 13 ปี เพื่อนนายอมร ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยให้การช่วยเหลือนำตัวส่งรักษายังห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ แต่นายอมร ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบหลักฐานชิ้นส่วนกันชนหน้ารถคันก่อเหตุตกอยู่ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน 
สอบปากคำ นายจักราวุฒิ บุญวงศ์ อายุ 35 ปี ญาติผู้ตาย ให้การว่า นายโซ เป็นพ่อค้าขายปลาน้ำจืดตลาดเช้า สัตหีบ ทุก ๆ วันจะพาบุตรชาย และเพื่อนบุตรชาย ตระเวนออกหาปลาในแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อนำไปขาย ล่าสุด ก่อนเกิดเหตุทั้งหมดได้ขี่จักรยานยนต์ไปหาปลาที่อ่างเก็บน้ำชักนอก หลังสนามกีฬากลางพัทยา ระหว่างเดินทางกลับขณะที่จะนำปลาที่หามาได้ไปส่งให้ ที่ตลาดเช้าได้ขาย ก็มาประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตดังกล่าว 

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

จับตาคาร์บอมบ์5คันจ้องป่วนซ้ำหาดใหญ่




“ลี 

การ์เดนส์ พลาซ่า” เคลียร์พื้นที่ ยันเหตุระเบิดไม่กระทบกับโครงสร้างของอาการ เร่งซ่อมแซมเพื่อกลับมาเปิดให้บริการ ตรึงกำลังเฝ้าระวังเหตุร้ายทั่วหาดใหญ่ จับตารถคาร์บอมบ์ 5 คันและรถที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนปลอม 12 ป้าย

วันนี้ (8 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ที่โรงแรมลี การ์เดนส์พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์สถานการณ์ในพื้นที่  เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติและดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของโรงแรมและห้างสรรพสินค้าลีการ์เดนส์ พลาซ่าที่ถูกลอบวางระเบิด ขณะนี้การเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดเสร็จแล้ว และเริ่มลงมือซ่อมแซมโครงสร้างอาคารที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในส่วนของห้างสรรพสินค้าหลังจากที่ได้มีการยกเลิกประกาศห้ามใช้อาคาร เนื่องจากผลการตรวจสอบพบว่าโครงสร้างยังแข็งแรง รวมทั้งระดมพนักงานเตรียมความพร้อมในส่วนของโรงแรม เพื่อให้เปิดใช้งานได้เร็วขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและบรรยากาศการท่องเที่ยวของ อ.หาดใหญ่ อย่างไรก็ตามทางอำเภอหาดใหญ่ ยังคงเปิดจุดรับแจ้งเพื่อขอรับการช่วยเหลือเยียวยาที่ด้านหน้าโรงแรมโดยจะเริ่มย้ายไปยังที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ในวันที่ 11 เม.ย.

ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ตัวเมืองหาดใหญ่ ยังคงมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง มีการตั้งจุดตรวจจุดสกัดบนเส้นทางเข้าออกทั้ง 47 สายเพื่อเฝ้าระวังรถคาร์บอมอีก 5 คันและจับตารถที่สวมแผ่นป้ายทะเบียนปลอม 12 แผ่นซึ่งได้มีการนำป้ายไปตั้งไว้ที่จุดตรวจทุกจุด

ส่วนความคืบหน้าการติดตามจับกุมคนร้ายสองคนคือ นายเสรี แวมามุ และนายรุสลัน ใบมะ แนวร่วมในจ.สงขลาที่เชื่อว่าเป็นคนร้ายตามภาพจากกล้องวงจรปิดขณะนี้ยังไม่สามารถจับกุมได้ แต่ได้มีการประสานข้อมูลไปยังพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวหาที่กบดานซึ่งเชื่อว่ายังอยู่ในประเทศ.

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

โจ๋กระหน่ำยิงอริ ที่ใช้รถเก๋งของแม่ลูกเป็นที่กำบังต้องหลบกระสุนกว่า 40 นัด โชคดีเจ็บเล็กน้อย






กลุ่มศาลเจ้าปึงเถ้ากง ซอยตากสิน 4 ยกพวกไล่ยิงอริกลางซอย สาวใหญ่แม่ค้าเสื้อผ้าประตูน้ำ พาลูกขับรถเก๋งผ่านมาตกอยู่กลางวงขัดแย้ง ต้องหลบห่ากระสุนกว่า 40 นัด เดชะบุญแม่บาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนลูกชายไม่ถูกกระสุน
เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 8 เม.ย. ร.ต.อ.(หญิง) นพวรรณ พยัฆพรม พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.บางยี่เรือ รับแจ้งเหตุวัยรุ่นไล่ยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บกลางซอยเทอดไทย 19 (เชื่อมต่อซอยตากสิน 4) ถนนเทอดไทย แขวงบางยี่เรือ กทม.จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.พรชัย ชลอเดช ผกก.สส.บก.น.8 พ.ต.ท.วิชัย สนสกุล สว.สส.สน.บางยี่เรือ กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่สายตรวจ และกองพิสูจน์หลักฐาน
ที่เกิดเหตุเป็นตลาดสดกลางซอยมีถนนความกว้างขนาด 2 เลนให้รถวิ่งสวนไปมาได้ บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 349 พบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส สีแดง หมายเลขทะเบียน ฌธ 6409 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในสภาพกระจกด้านหน้า  ไฟหน้าด้านขวา กันชน และกระโปรงหน้ารถถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด 9 มม.จนพรุน จำนวน 18 นัด ห่างไปทางด้านหน้ารถประมาณ 20 เมตร พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.ตกเกลื่อนพื้นถนนทั้งสิ้น 37 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมรายละเอียดที่พบไว้เป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนนายณรงค์ฤทธิ์ เอี่ยมประเสริฐ อายุ 36 ปี ชาวบ้านซึ่งพักอยู่ในซอยดังกล่าว ให้การว่า รถเก๋งคันนี้เป็นของพี่สาวตนชื่อนางแสงดาว เอี่ยมประเสริฐ อายุ 44 ปี อาชีพขายเสื้อผ้าอยู่ที่ประตูน้ำ โดยก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. พี่สาวตนขับรถจากบ้านพักย่านพุทธมณฑล พา ด.ช.เจษฎาภรณ์ เอี่ยมประเสริฐ หรือ “น้องแพททริค” อายุ 8 ปี ลูกชายมาเยี่ยมตนและมารดาซึ่งอาศัยอยู่ในดังกล่าว ระหว่างที่กำลังชะลอรถขับเข้าซอยมาเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ตลาดสดกำลังเปิดขายของปรากฏมีกลุ่มวัยรุ่น 2 แก๊ง ประมาณ 15 คน ขับรถ จยย.ไล่ตีกันอยู่ โดยแก๊งแรกมีประมาณ 10 คน ใช้รถ จยย.4-5 คันเป็นยานพาหนะ ขับมาจอดบริเวณหน้ารถ ส่วนอีกแก๊งซึ่งมีคนน้อยกว่าได้ทิ้งรถพากันวิ่งกรูเข้าไปหลบบริเวณหลังรถ จากนั้นฝ่ายแก๊งแรกก็เปิดฉากกระหน่ำยิงใส่รถพี่สาวตนเสียงดังหูดับตับไหม้นานประมาณ 2 นาที ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะแยกย้ายหลบหนีไป โดยขณะนั้นพี่สาวตนรีบก้มหมอบกอดน้องแพททริค ลูกชายเอาไว้ทำให้กระสุนแฉลบเข้าแขนขวาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยส่วนน้องแพททริค โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ
ด้านนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุนอนหลับอยู่บนบ้านได้ยินเสียงปืนกลดังติดกันจำนวนหลายนัด เลยชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่างลงมาดูเห็นกลุ่มวัยรุ่น ประมาณ 10 คน จอดรถ จยย.รวมกลุ่มกันอยู่บริเวณหน้ารถเก๋งฮอนด้าแจ๊ส โดยมีคนในกลุ่มลักษณะเป็นชายวัยรุ่น รูปร่างผอมสูง ไว้ผมสั้นเกรียน ใช้ปืนกลอูซี่ ยิงรัวใส่รถผู้เสียหายอย่างเมามัน เกือบ 40 นัด เนื่องจากมีกลุ่มวัยรุ่นคู่อริ 5-6 คนวิ่งไปหลบอยู่หลังรถ โดยหลังจากสิ้นเสียงปืนคนขับที่เป็นผู้หญิงก็รีบอุ้มลูกชายลงจากรถเข้าไปหลบอยู่กับกลุ่มชาวบ้านที่พากันหมอบหลบกระสุนอย่างจ้าละหวั่น ส่วนกลุ่มวัยรุ่นที่เกือบตกเป็นเหยื่อกระสุนต่างก็รีบสตาร์ทรถขับเร่งเครื่องพากันหลบหนีไป จังหวะนั้นฝ่ายมือปืนยังแสดงความใจเย็นเดินมาเปิดประตูรถว่ามีใครเสียชีวิตหรือไม่และยังขู่ชาวบ้านว่าห้ามติดตามไม่อย่างนั้นจะฆ่าให้ตายก่อนที่จะพาพวกทั้งหมดขับรถ จยย.หลบหนีไปเช่นกัน
ด้าน พ.ต.ท.วิชัย กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าก่อนเกิดเหตุมีวัยรุ่นกลุ่มศาลเจ้าปึงเถ้ากง ซอยตากสิน 4 ประมาณ 5-6 คน ไปเที่ยวกินดื่มที่ผับเอ็กซ์ไซต์ ถนนพระราม 3 ก่อนจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทในผับกับวัยรุ่นย่านพระประแดง ประมาณ 10 คน จากนั้นทั้ง 2 ฝ่าย ก็ขับรถ จยย.ไล่ตีกันมา กระทั่งฝ่ายเจ้าถิ่นขับเข้ามาใกล้ถึงบ้านพักจึงถูกกระหน่ำยิงด้วยอาวุธปืน โดยมีรถผู้เสียหายเป็นที่กำบัง หลังจากนี้ตนจะนำกำลังฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดตามห้างร้านในซอยดังกล่าว พร้อมติดตามตัวบุคคลในกลุ่มที่ถูกไล่ยิงมาสอบปากคำเพื่อนำหลักฐานไปขออำนาจศาลทำการออกหมายจับกลุ่มมือปืนมาดำเนินคดีต่อไป.

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

“อนุสรณ์”ซัด ปชป.คนไทยหรือเปล่า ท้าโชว์รูป "แม้ว"เจรจาพูโล


วันนี้ (8 เม.ย.) นายอนุสรณ์  เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงกรณีนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พยายามเชื่อมโยง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าเป็นบุคคลสร้างปมปัญหาความรุนแรงภาคใต้เป็นคนไปเจรจากับขบวนการพูโล ว่า ขอยืนยันว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการแทรกแซงนโยบายของรัฐบาล และขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ แสดงหลักฐานให้ชัดเจน ถ้ามีภาพ มีคลิป มีรายละเอียด ให้นำมาดำเนินการทางกฎหมายได้เลย อย่าช้า อย่าตั้งคำถามให้สังคมสับสนกวนน้ำให้ขุ่น และเกิดเป็นประเด็นทางการเมือง
ทั้งนี้  รัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ บริหารมา 2 ปี 8 เดือน นโยบายดับไฟใต้ ล้มเหลวไม่เป็นท่า ยังกล้านำเรื่องนี้มากลบเกลื่อนความล้มเหลวในอดีต อย่ากล่าวหา พ.ต.ท. ทักษิณ อย่างเลื่อนลอย อย่ามาหล่อดีเลย์กับเรื่องนี้   รัฐบาลและกองทัพ ไม่มีนโยบายเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพราะการก่อความรุนแรงเป็นเรื่องที่เกินกว่าจะยอมรับได้  พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรเอาความมั่นคงของชาติมาเล่นการเมือง จนเลอะเทอะ เพราะจะส่งผลเสียต่อความมั่นคง และไม่เป็นผลดีต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญอาจทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ตกอยู่ในอันตราย อยากขอถามว่า พวกคุณเป็นคนไทยหรือเปล่า.

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

โชเฟอร์ "ยิ่งลักษณ์" บวช7วันแก้บน-นายหญิงนั่งนายกฯ



วันนี้ (8 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าตลอดช่วงเช้าถึงบ่าย นายกรัฐมนตรี ได้เก็บตัวและนั่งทำงานอยู่ที่บ้านพักในซอยโยธินพัฒนา 2  แต่มีหมายกำหนดการร่วมพระราชพิธีในช่วงเย็น
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า  นายทัศน์ จันจินดา  วัย 55 ปี โชเฟอร์ส่วนตัวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทแบบเรียบง่ายเป็นการภายใน ที่วัดบึงทองหลาง โดยมีบรรดาคนสนิทและทีมรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีเท่านั้น ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นได้ทำพิธีขลิบผมและอโหสิกรรมให้เป็นการภายในตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เดินทางไปร่วมพิธีแต่อย่างใด  ทั้งนี้ ข่าวแจ้งว่าการอุปสมบทครั้งนี้ของนายทัศน์ เป็นการบวชแก้บนเนื่องจากนายทัศน์เคยบนไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่าหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายของตนเองได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะบวชให้ 7 วัน.

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

"เด็ดพี่" เผย ดันกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสภา ส.ค.นี้


วันนี้ (8 เม.ย.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ เวลา 14.00 น.จะมีการประชุมพรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมรับมือการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 10-11 เม.ย. ที่จะมีการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 2 ภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการพิจารณารัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ได้พิจารณายกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจะกำหนดท่าทีการอภิปรายและทำความเข้าใจกับส.ส.ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันถึงการแปรญัตติในวาระ 2 เช่น เรื่องที่มาของส.ส.ร. จำนวน 99 คน มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และจากการสรรหา 22 คน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้จะพิจารณากรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งรายงานการสร้างความปรองดองมาให้รัฐบาลพิจารณา เชื่อว่า ส.ส.ในพรรคจะสอบถามนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย อย่างหลากหลายต่อกรณีการดำเนินการกับรายงานดังกล่าวทั้งในเรื่องข้อเสนอการจัดเวทีสานเสวนาเพื่อสร้างความปรองดอง การออกกฎหมายสร้างความปรองดอง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นด้วยกับนายยงยุทธที่เสนอให้ไม่ควรจัดเวทีสานเสวนาอีกแล้ว และจากการสอบถามความเห็นส.ส.ในพรรคส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่า ไม่ควรเสียเวลาเปิดเวทีสานเสวนาอีก เนื่องจากรายงานการปรองดองดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาทั้ง ส.ส.และส.ว. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน จึงถือว่าเพียงพอแล้ว และไม่จำเป็นต้องไปทำประชามติสอบถามประชาชนก่อนตามที่ฝ่ายค้านต้องการยื้อเวลา อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรคว่าจะเห็นอย่างไร
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนต่อไปที่จะทำคือ การเสนอกฎหมายเพื่อสร้างความปรองดอง เช่น กฎหมายการนิรโทษกรรม หรืออาจใช้ชื่ออื่นก็ได้ หลักการคือ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันหมด ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใครคนใด โดยเฉพาะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะเสนอต่อสภาได้ในการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย. โดยระหว่าง 2-3 เดือนนี้จะให้ส.ส.ลงพื้นที่ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ถึงความจำเป็นในการออกกฎหมายปรองดอง มั่นใจว่าประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์และความจำเป็น หากต้องล่าชื่อส.ส.เสนอกฎหมาย ตนพร้อมลงชื่อเป็นคนแรก ทั้งนี้ไม่ใช่การใช้เสียงข้างมากลากไป แต่เราต้องเคารพเสียงข้างมากในการตัดสิน เรามีความชอบธรรมในการดำเนินการเพราะเรื่องได้ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภามาแล้ว
“รัฐบาลต้องกล้าหาญเสนอกฎหมาย ต้องกล้านำไปปฏิบัติ ไม่ใช่เก็บไว้เฉยๆ เพราะประชาชนอยากให้เกิดความปรองดอง ขอร้องพรรคประชาธิปัตย์เลิกทำตัวเป็นไอ้เข้ขวางการปรองดองได้แล้ว อย่าจินตนาการล่วงหน้าว่า การเสนอกฎหมายปรองดองจะทำให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองอีกรอบ” นายพร้อมพงศ์ กล่าว และยังได้ปฏิเสธว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำพิมพ์เขียวร่างพ.ร.บ.ปรองดอง รวมถึงการปลดล็อคอดีตกรรมการบริหารพรรค 109 คน ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการร่างกฎหมายเลย ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการตั้งธงไว้ก่อน เป็นการปล่อยข่าว.

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

ยัน "ทักษิณ"ไม่แทรกแซงกฎหมายนิรโทษกรรม


วันนี้ (8 เม.ย.) นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ ต่อกรณีเสียงข้างมากของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบรายงานศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองและอยู่ระหว่างดำเนินการส่งต่อให้รัฐบาลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้แสดงความเห็นหรือมีข้อเสนอแนะใดๆ ต่อเรื่องดังกล่าว แค่พูดในหลักการว่าเวลาที่เดินทางไปประเทศต่างๆ ก็รู้สึกเศร้าใจที่การเมืองภายในประเทศคนไทยยังทะเลาะเบาะแว้งกัน ทั้งที่เรามีศักยภาพที่ดีหลายด้านมาก ส่วนตัวเองก็เป็นแค่ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ทั้งนี้การตัดสินใจเป็นดุลพินิจของรัฐบาลและรัฐสภารวมถึงภาคส่วนของสังคมที่จะหาทางออกร่วมกัน
 
เมื่อถามถึงในฐานะที่เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน หรือสมาชิกบ้านเลขที่ 109 ที่ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปีต่อกรณีที่มีรายงานข่าวว่าอาจมีการเขียนนิรโทษกรรมครอบคลุมให้ นายนพดล กล่าวว่า  สมาชิกบ้านเลขที่ 109 ไม่ใช่โจรแต่เป็นเหยื่อของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 237 ซึ่งเนื้อหาขัดกับหลักนิติธรรม การคืนความเป็นธรรมจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราได้รับโทษจากเรื่องที่ไม่ใช่การกระทำของตัวเอง แต่ปฏิเสธว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลไม่ได้มีพิมพ์เขียวหรือตั้งธงเรื่องนี้ไว้ ยังไม่เห็นเนื้อหาของพ.ร.บ.ซึ่งคงต้องรอดูพัฒนาการต่อไป แต่ถือว่า 109 อดีตกรรมการบริการพรรครับกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ เป็นเหยื่อที่น่าเวทนา ถ้าจะมีการคืนความเป็นธรรมก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย.

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th