วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

“ธาริต“ เล็งยกคดียาแก้หวัดเป็นคดีพิเศษ


วันที่ 20 มี.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 51-54 มีปริมาณการจับกุมการลักลอบนำยาแก้หวัดที่มีซูโดอีเฟดรีนออกจากระบบประมาณ 44 ล้านเม็ด ส่วนตัวเลขที่แท้จริงที่ไม่สามารถจับได้นั้นยังประมาณไม่ได้ แต่คาดว่ามีจำนวนสูงกว่ามาก การปราบปรามเอาจริงเอาจังสูตรยาแก้ไข้หวัดเพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้าและยาไอซ์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ในระดับชาติได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับผิดชอบเรื่องนี้ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ โดยวันที่ 26 มี.ค. นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษและจะได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าเป็นคดีพิเศษ เพราะมีการกระทำความผิดเป็นกระบวนการ และมีความซับซ้อน สร้างผลกระทบความเสียหายเป็นวงกว้าง ในการตรวจสอบเบื้องต้นทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำงานประสานกับกระทรวงสาธารณะสุข และคณะกรรมการองค์การอาหารและยา(อย.) ซึ่งเบื้องต้นมีโรงพยาบาล 22 แห่งเข้าไปเกี่ยวข้อง
นายธาริต เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าเมื่อมีการลักลอบนำยาแก้หวัดออกไปจากระบบจะนำไปรวมตัวกันทางภาคเหนือ ส่วนใหญ่จะไปพักที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เพื่อนำตัวยานี้ออกไปตามประเทศเพื่อนบ้านตามรอยตะเข็บ เพราะสามารถลักลอบผลิตยาเสพติดได้โดยหลุดรอดสายตาจากเจ้าหน้าที่

แหล่งที่มาของข้อมูล www.daily.co.th 

แก๊สระเบิดร้านตามสั่งพัง-เจ็บ2ราย


เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 20 มี.ค. ร.ต.อ.กิติพงษ์ อินต๊ะไชยวงค์ พงส.(สบ 1) สน.ยานนาวา รับแจ้งเหตุแก๊สหุงต้มระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ภายในร้านขายอาหารตามสั่ง ตั้งอยู่เลขที่ 211 อาคารสำนักงานกองสะพานปลา องค์การสะพานปลา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซอยเจริญกรุง 58 แขวงยานนาวา เขตสาทร จึงรีบไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.มนต์ชัย ศรีประเสริฐ ผกก. พ.ต.ท.บุญชู รัตกิจนากร รอง ผกก.สส. และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 4 ชั้น ชั้นล่างเปิดเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง ชั้นสองเป็นสำนักงาน พบว่าประตูกับผนังกระจกของร้านแตกกระจัดกระจาย ผนังไม้กั้นระหว่างห้องครัวกับโต๊ะรับประทานอาหารถูกแรงระเบิดจนบิดเบี้ยวผิดรูป ข้าวของภายในร้านล้มระเนระนาด ภายในห้องครัวพบถังแก๊สล้มอยู่ 3 ใบ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเลิดสิน ทราบชื่อต่อมาคือนางสุนีย์ ว่องวัฒนโรจน์ อายุ 42 ปี เจ้าของ มีบาดแผลถูกไฟลวกที่ใบหน้า และแขนทั้งสองข้าง และ น.ส.วาสนา อายุ 25 ปี ลูกจ้างชาวพม่า ถูกไฟลวกที่ใบหน้าซีกขวา และแขนขวา
จากการสอบสวนนางสุนีย์ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมาได้ขนข้างของออกจากร้านไปขายอาหารที่บริเวณหน้าปากซอยเจริญกรุง 58 จากนั้นในช่วง 07.00 น. ก็ขนข้าวของกลับมาเพื่อเปิดร้านขายอาหารต่อในช่วงเช้า แต่ขณะที่ตนเข้าไปเปิดเตาแก๊สเพื่อจะต้มน้ำซุป ก็เกิดไฟลุกท่วมขึ้นมา ก่อนจะเกิดระเบิดขึ้นจนข้าวของพัง ทำให้ตนกับลูกจ้างได้รับบาดเจ็บดังกล่าว สาเหตุเกิดจากปิดถังแก๊สใบที่วางไว้ในร้านไม่สนิทจนทำให้แก๊สรั่วออกมาหรือไม่
ทางด้านนายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม รอง ผอ.องค์การสะพานปลา กล่าวว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของทางร้านพบว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.14 น.หลังจากที่นางสุนีย์กับลูกจ้างเข้าที่ร้านได้เพียงไม่นาน เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากแก๊สรั่วจนเกิดระเบิดขึ้น ขณะที่ พ.ต.ท.บุญชู กล่าวว่า เบื้องต้นสันนิษฐานว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากที่ นางสุนีย์ เจ้าของร้านน่าจะลืมปิดวาล์วถังแก๊สในร้านไว้ ประกอบกับ ร้านอาหารที่เกิดเหตุเป็นห้องกระจกล้อมรอบไม่มีที่ระบาย จึงทำให้แก๊สสะสมอยู่ในร้านตลอดทั้งคืน จนกระทั่งช่วงเช้าขณะที่ นางสุนีย์เข้ามาจุดเตาแก๊สจะทำให้เกิดไฟลุกก่อนจะเกิดแรงอัดทำให้กระจกแตกทั้งหมด

แหล่งที่มาของข้อมูล www.daily.co.th 

กทม.ลงพื้นที่ตรวจท่อระบายน้ำไม่พบรอยรั่ว



เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 มี.ค.นายอดิศักดิ์ ขันตี รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร พร้อมเจ้าหน้าที่ ลงตรวจสอบพื้นที่ท่อระบายน้ำบริเวณแยกวิทยุ (ทางออกรถไฟใต้ดินประตู 2) ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน หลังเกิดเหตุการณ์ถนนบริเวณดังกล่าวยุบตัวเมื่อวันก่อน
 
โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดถนนพระราม 4 บริเวณช่วงแยกวิทยุไปจนถึงตีนสะพานไทย-เบลเยี่ยม เป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร ทำให้สภาพการจราจรช่วงดังกล่าวติดขัด ผู้ที่ใช้ถนนต้องขึ้นสะพานข้ามแยกวิทยุได้เพียงอย่างเดียว จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการเปิดฝาท่อระบายน้ำ 2 จุด คือ บริเวณแยกวิทยุ และบริเวณตีนสะพานไทย-เบลเยี่ยม และได้นำรถดูดน้ำจากท่อระบายน้ำซึ่งมีความลึกประมาณ 6 เมตร เพื่อให้น้ำมีระดับน้ำลดลง ทั้งนี้เพื่อที่จะนำเครื่องตรวจสอบรอยรั่วแนวท่อ เข้าไปตรวจสอบหารอยรั่ว โดยใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 3 ชั่วโมง
 
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า  สำหรับการตรวจสอบท่อระบายน้ำเสียในครั้งนี้ เนื่องจากถนนบริเวณดังกล่าวดังกล่าวมีการยุบตัว โดยการตรวจสอบในวันนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานต่างๆ นำเครื่องตรวจสอบรอยรั่วแนวท่อซึ่งติดกล้องระบบ CCTV โดยจะส่งภาพภายในท่อขึ้นมายังจอมอนิเตอร์ข้างบน เข้าไปในท่อตลอดระยะทาง 105 เมตร เพื่อหารอยรั่วซึมจุดที่ถนนยุบตัวนั้นอยู่บนท่อระบายน้ำเสียช่องนนทรี ไม่ใช่อุโมงค์ระบายน้ำพระราม 4 อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ ส่วนอุโมงค์พระราม 4 อยู่ขนานกับท่อระบายน้ำเสียช่องนนทรี ซึ่งอยู่บริเวณแนวสะพานไทย-เบลเยี่ยม และจากการใช้เครื่องมือดังกล่าวตรวจสอบจากท่อระบายน้ำบริเวณแยกวิทยุ ไปจนถึงจุดยุบตัวของถนนซึ่งมีระยะทาง 25 เมตร ไม่พบรอยรั่วหรือสิ่งผิดปกติ
นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจสอบต่อไปจนถึงบริเวณตีนสะพานไทย-เบลเยี่ยม ก็ไม่พบรอยรั่วเช่นกัน พร้อมกันนี้ยังได้ตรวจสอบในอุโมงค์พระราม 4  ไม่พบสิ่งผิดปกติด้วยเช่นกัน แต่เพื่อความมั่นใจในวันพรุ่งนี้(21มี.ค.) จะทำการตรวจสอบในอุโมงค์พระราม 4 โดยจะใช้เครื่องมือเดียวกันตรวจสอบ
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ก่อนหน้านี้บริเวณที่เกิดเหตุเคยมีน้ำประปารั่วซึมประมาณ 2-3 ครั้ง และได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ประปามาทำการซ่อมแซมจนเสร็จ โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดน้ำประปาไหลซึม และทางประปาได้เข้ามาซ่อมจนน้ำหยุดรั่วซึม กระทั่งมาเกิดเหตุถนนยุบตัวดังกล่าว โดยประชาชนส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่าเหตุการณ์ถนนยุบตัวไม่น่าจะมาจากสาเหตุท่อน้ำของกทม. แต่น่าจะมาจากท่อน้ำประปามากกว่า

แหล่งที่มาของข้อมูล www.daily.co.th 

กองปราบฯจับหนุ่มขยี้กามนักศึกษา




ที่ กองบังคับการปราบปราม  (บก.ป.)  เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 20 มี.ค. พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.1 บก.ป.  พ.ต.ท.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผกก.1 บก.ป.  พร้อมกำลังจับกุม นายอลงกรณ์ เปรมปรีชา หรือโต้ง หรือโอ๊ค อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/36 ซอยสายไหม 23/1 แขวงและเขตสายไหม กทม. ตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ 230/2555 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2555 ข้อหา ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยจับกุมได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 77/4 หมู่ 1 ซอย 29 แยกศรีสง่า 2 ถนนลำลูกกา ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 04.00 น.วันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาได้ใช้มีดปลายแหลมจี้คอน.ส.ยุ้ย (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี นักศึกษาสถาบันแห่งหนึ่ง ขณะกำลังเดินเข้าบ้านพักย่านถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. ก่อนบังคับให้ขึ้นรถยนต์ที่ผู้ต้องหาขับมา โดยขับเข้าไปในซอยพหลโยธิน 25 จากนั้นได้ต่อยท้องผู้เสียหาย แล้วลงมือข่มขืนเมื่อเสร็จกิจ ถึงขับรถพาผู้เสียหายไปปล่อยทิ้งไว้ที่บริเวณซอยประชาร่วมใจ 21 เขตมีนบุรี โดยก่อนจะขับรถหลบหนีไปผู้ต้องหายังขโมยเอาเงินสดและทรัพย์สินของผู้เสียหายไปอีกหลายรายการ อาทิ เงินสดจำนวนหมื่นกว่าบาท คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค กีต้าร์อูคูเลเล่ และโทรศัพท์มือถือ ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความที่บก.ป.จึงรวบรวมหลักฐานประสาน สน.มีนบุรี ขออนุมัติศาลออกหมายจับ และติดตามจับกุมตัวได้
สอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่า เป็นลงมือก่อเหตุจริง โดยวันเกิดเหตุได้ไปดักรอเหยื่อเมื่อเห็นผู้เสียหายจึงลงมือใช้มีดปลายแหลมพับได้จี้คอลากไปขึ้นรถ ขับเข้าไปท้ายซอยเปลี่ยวและลงมือข่มขืน จากนั้นได้ขับรถไปปล่อยผู้เสียหายไว้โดยให้ผู้เสียหายลงจากรถในสภาพสวมกางเกงชั้นในเพียงตัวเดียว ส่วนมือกุมเสื้อผ้าไว้ที่หน้าอก สำหรับทรัพย์สินของผู้เสียหายได้นำไปฝากไว้ที่บ้านญาติ เพื่อเตรียมนำไปขาย ส่วนเงินสดที่ได้มา นำไปเที่ยวดื่มสุราและเสพยาบ้ากับเพื่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาพบว่า เคยต้องโทษคดีอาญา มาแล้ว 2 ครั้งๆ แรกเมื่อปี 2547 ถูกตำรวจ สน.ดอนเมือง จับกุมข้อหาจำหน่ายยาบ้า 47 เม็ด ต้องโทษจำคุก 3 ปี 2 เดือน ต่อมาในปี 2552 ถูกตำรวจ สน.ดอนเมือง จับกุมข้อหาลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ ต้องโทษจำคุก 2 ปี เพิ่งพ้นโทษเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งนี้ชุดจับกุมได้นำผู้ต้องหาส่ง สน.มีนบุรี ดำเนินคดีต่อไป

แหล่งที่มาของข้อมูล www.daily.co.th 

คนพิการบุกบ้าน "ปู" ขอโควตาลอตเตอรี่


 


วันที่ 20 มี.ค. เวลา 16.30 น. ที่หน้าปากซอยโยธินพัฒนา ถนนประดิษฐ์มนูธรรม มีกลุ่มคนพิการจากองค์กรแนวร่วมผู้ค้าสลาก ประมาณ 200คน ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ หลังจากค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลปรับราคาสูงขึ้น โดยมี พล.ต.ต วิชัย สังฆ์ประไพ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี ผบก.น.4  พ.ต.อ.พรชัย ขจรกลิ่น ผกก.สน.โชคชัย เข้าร่วมการเจรจากับผู้ชุมนุม ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.4 อย่างเข้มงวด ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา

นายสายแจ้ง รื่นกลิ่น แกนนำกลุ่มคนพิการ กล่าวว่า เนื่องจากราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น และไม่มีท่าทีว่าจะปรับราคาลง ส่งผลต่อการยังชีพของคนพิการซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพขายสลาก เนื่องจากราคาขายที่สูงขึ้นทำให้ขายสลากได้ยากขึ้น บางงวดสลากขายไม่ได้ ทำให้ขาดทุน ไม่มีเงินทุนมาซื้อสลากในงวดต่อไป และที่ผ่านมาได้มีการแจ้งไปยังสำนักงานกินแบ่งรัฐบาล และกระทรวงการคลังแล้วแต่ก็ยังไม่มีการแก้ไข ทั้งนี้กลุ่มตนขอให้รัฐบาลช่วยเหลือในการจัดสรรโควต้าสลากให้กับพวกตนโดยที่ไม่ได้ผ่านยี่ปั้ว รวมถึงผู้ค้าสลากกลุ่มอื่นๆด้วย

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ได้เดินทางมาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยยืนยันว่าจะหาทางช่วยเหลือกลุ่มผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ยอมให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป และจะเอาใจใส่ผู้ประกอบการสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างจริงจัง พร้อมจะนำเอาความเดือดร้อนของผู้ชุมนุมไปเสนอ รมว.คลัง เพื่อหาทางช่วยเหลืออีกครั้ง

แหล่งที่มาของข้อมูล www.daily.co.th 

จับสปาเกย์ของกลางเป็นถุงยางใช้แล้ว


เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 20 มี.ค. พ.ต.ท.สำเริง ส่งเสียง รองผกก.ดส.บช.น. พร้อมด้วย พ.ต.ท.ศยาม อินทร์สุวรรณโณ สว.กก.ดส.บช.น. และเจ้าหน้าที่ตร.กก.ดส.บช.น. ได้นำกำลังเข้าจับกุมร้านฮีโร่ หรือ บ.ฮีโร่ ฟิตเนส จำกัด เลขที่ 65 ซ.สุขุมวิท 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา หลังสืบทราบว่าร้านดังกล่าวเปิดบริการนวดสปาและมีการแฝงบริการทางเพศ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 รายประกอบด้วย นายเดชไมตรี พรสุขศิริกุล อายุ 51 ปี เจ้าของร้าน อยู่บ้านเลขที่ 32/19 ซ.อารีย์ 2 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท นายจตุรงณ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา อายุ 34 ปี เป็นผู้ดูแลร้าน อยู่บ้านเลขที่23 ซ.กิ่งจันทน์ แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม  นายสมศักดิ์ คุณเวช อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 206 หมู่ที่ 9 ต,หนองบัง อ.รัษฏา จ.ตรัง คนเชียร์แขก พร้อมของกลาง เงินสดในการล่อซื้อ 2,000 บาท ถุงยางอนามัยใช้แล้วจำนวนหนึ่ง

พ.ต.ท.สำเริง กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากประชาชนว่าร้านดังกล่าวมีการเปิดเป็นร้านนวดสปาแบบชายนวดชายและมีการขาบบริการทางเพศแอบแฝง จึงได้วางแผนเข้าจับกุม โดยร้านดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวสูง 2 ชั้น ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรู รวมทั้งที่ออกกำลังกายและเพาะกายอย่างดี ประดับประดาไปด้วยต้นไม่นานพรรณ และกลิ่นน้ำหอมอโรมา เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการส่งสายลับเข้าไป 3 คน โดยหนึ่งในนั้นทำหน้าที่ในการล่อซื้อบริการดังกล่าว 1 ชั่วโมงในราคา 600 บาท ส่วนอีก 2 คนรออยู่ด้านล่างเพื่อสังเกตการณ์ ว่ามีการขายบริการทางแฝงตามที่ได้รับแจ้งจริงหรือไม่ โดยสายลับคนที่ขึ้นห้องไปนั้นได้รายงานว่าเด็กได้ทำการนวดเฉพาะจุด และมีการพูดคุยเล้าโลมส่อไปในทางร่วมเพศ และได้ต่อรองราคากันอยู่ที่1000 บาท เมื่อมีการตกลงราคาเรียบร้อยแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม มีการให้บริการทางเพศจริง
รองผกก.ดส. กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้จากการตรวจค้นห้องอื่น ๆภายในบ้านก็พบว่าแต่ละห้องก็พบลูกค้าและชายขาบบริการกำลังแก้ผ้าล่อนจ้อนกัน บางห้องกำลังร่วมเพศกันอย่างโจ่งครึ่ม เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวมาตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด จากการตรวจสอบพบว่ามีชายปัสสาวะสีม่วง 1 ราย และต่างด้าว 1 ราย เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นธุระจัดหาบุคคลเพื่อมาค้าประเวณี ติดต่อรบเร้า เพื่อมาค้าประเวณี ก่อนควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
ด้านนายเดชไมตรี กล่าวว่า ร้านดังกล่าวเปิดมา 10 ปี ซึ่งตนเปิดเป็นสถานบริการนวดทั่วไปและจะรับลูกค้าเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่เด็กในร้านทำการเล้าโลมลูกค้าเพื่อขายบริการก็เพราะว่า  รายได้ของเด็กไม่มี จะมีก็เพียงแต่รายได้ที่ได้จากทิปของแขก อย่างไรก็ตามตนก็ได้มีการบอกกล่าวว่าไม่ให้ขายประเวณี แต่ทางร้านห้ามไม่ได้ และเป็นเรื่องที่สังคมไทยควรจะรับให้ได้

แหล่งที่มาของข้อมูล www.daily.co.th 

รวบหนุ่ม19 ข่มขืนคุณยายวัย74ปี


เมื่อวันที่ 20 มี.ค. พ.ต.อ.ภูมินทร์ สิงหสุต ผกก.สภ.บางปู จ.สมุทรปราการ พ.ต.ต.จรูญโรจน์ วิฑิตโชติปรีดา สว.สส. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน นำหมายศาลสมุทรปราการ เลขที่ 178/2555 เข้าจับกุมนายเปรม (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาในคดีข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ขณะกบดานอยู่ที่บ้านเลขที่ 204 หมู่ 4 ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ โดยมีนางสร้อย (นามสมมุติ) อายุ 74 ปี ผู้เสียหายชี้ยืนยันให้จับกุม จากการสอบสวนนายเปรมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยอ้างว่าก่อนลงมือก่อเหตุนั่งเสพยาบ้าและดูหนังเอ็กซ์จนเกิดอารมณ์ทางเพศ จึงปีนเข้าหลังบ้านก่อนลงมือข่มขืนผู้เสียหายจนสำเร็จความไคร่

ต่อมาวันเดียวกัน นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วยนางสร้อยได้เดินทางมาแถลงข่าวร่วมกับตำรวจชุดจับกุม โดยก่อนที่นางปวีณา จะเปิดแถลข่าว ในระหว่างที่มีการซักถามผู้ต้องหา นางสร้อยผู้เสียหายซึ่งระงับความโกรธเอาไว้ไม่ไหว ได้เงื้อมือตบเข้าที่ใบหน้านายเปรมหลายฉาด เจ้าหน้าที่ต้องปลอบโยนอยู่นานกว่านางสร้อยจะระงับอารมณ์เอาไว้ได้ จากนั้นเจ้าหน้าทีได้ให้ผู้ต้องหาก้มลงกราบขอโทษผู้เสียหาย ก่อนจะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
แหล่งที่มาของข้อมูล www.daily.co.th