วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

พระโอวาทกรมพระยาดำรงฯ “ฟัง-คิด-ถาม-จำ” ไม่มีล้าสมัย


หนังสือเก่าที่มีคุณค่าอีกเล่มหนึ่งมีชื่อว่า “พระโอวาทของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ซึ่งประทานที่โรงเรียนเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2472 โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (อธิบดีกรมศึกษาธิการพระองค์แรก ต่อมาปรับเป็นกระทรวงธรรมการ ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) ทรงพิมพ์เป็นมิตรพลีขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2473 (ปีใหม่ในสมัยนั้น คือ วันที่ 1 เมษายน) เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนทั่วประเทศ ผู้เขียนเห็นเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนแม้ในปัจจุบัน จึงเชิญพระโอวาทบางบทบางตอนมาเผยแพร่อีกครั้งในเดลินิวส์ฉบับนี้
สารบาญของหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ ปรารภเบื้องต้น ว่าด้วยการเรียน ว่าด้วยการสอน และว่าด้วยราชการ ตอนที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนโดยตรงคือ ตอนว่าด้วย “การเรียน” ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีพระดำรัสว่า
เด็กนักเรียนทั้งหลายบรรดามาอยู่ในที่นี้ ใครเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า เหตุใดตัวจึงต้องมาเข้าโรงเรียน ความจริงนั้น ธรรมดาคนเราเมื่อแรกเกิดจำต้องอาศัยผู้ใหญ่เลี้ยง คือแม่ให้กินนมเป็นต้นจึงรอดชีวิต ครั้นค่อยเติบใหญ่ขึ้น จะอาศัยผู้ใหญ่เหมือนอย่างเมื่อยังเป็นเด็กไม่ได้ เพราะเขาแก่ชราอ่อนกำลังลง  ลูกที่เป็นหนุ่มเป็นสาวก็จะต้องหาเลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณมิให้พ่อแม่ได้ความเดือดร้อน ว่าโดยย่อในไม่กี่ปีนักเรียนทั้งหลายนี้จะถึงเวลาต้องหาเลี้ยงตัวเองเหมือนกันหมดทุกคน จะผิดกันตรงแต่ว่าใครได้อุตส่าห์ ศึกษาหาความรู้ ใส่ตัวเตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาจะต้องหาเลี้ยงตัวเองเช่นนั้น ก็อาจจะหาได้สะดวกดีมีความสุข ใครไม่มีความรู้ ก็จะได้ความทุกข์ยากลำบากแก่ตัวไปตลอดชีวิต ที่รัฐบาลตั้งโรงเรียนก็ดี ที่พ่อแม่และผู้ปกครองส่งเด็กมาเข้าโรงเรียนก็ดี ก็ด้วยประสงค์อย่างเดียวกัน คือจะให้เด็กได้โอกาสศึกษาหาความรู้สำหรับเตรียมตัวไว้ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นถึงเวลาจะต้องหาเลี้ยงตัวเองเมื่อใด ก็จะได้รู้ทางทำมาหากินไม่ต้องเป็นทุกข์ยากเดือดร้อนเมื่อภายหน้า
อนึ่งการศึกษาย่อมเป็นธรรมดาของเด็ก ถึงจะเข้าโรงเรียนหรือไม่เข้าโรงเรียน ก็คงต้องศึกษาอยู่นั่นเอง จะชี้พอเป็นอุทาหรณ์ เช่นบรรดาเด็กที่เกิดมา พอรู้ความพ่อแม่ก็สั่งสอนให้กินอยู่เล่นหัวแต่พอควร ห้ามมิให้วิวาทกับผู้อื่น เหล่านี้เป็นการสอนให้เด็กรู้จักรักษาตัว ตรงกับตำราเรียกว่า “สามัญศึกษา” คือความรู้อันสมควรเด็กทุกคนจะต้องเรียน ครั้นต่อมาเมื่อเด็กค่อยเติบโตขึ้น ถ้าพ่อแม่เป็นชาวนา ก็เริ่มสอนลูกให้รู้กระบวนการทำนา ตั้งแต่หัดให้เลี้ยง วัว ควาย เป็นต้น แล้วให้ช่วยพ่อแม่ทำการ สอนให้รู้วิธีทำนาเป็นอย่างๆขึ้นไปจนลูกสามารถทำนาเองได้โดยลำพังตัวเอง ถ้าพ่อแม่เป็นช่าง ก็สอนลูกโดยทำนองเดียวกัน เพื่อจะให้ลูกสามารถหาเลี้ยงตัวได้ด้วยทำการนั้นๆในภายหน้า เหล่านี้เป็นการสอนวิชชาอาชีพ ตรงกับตำราเรียกว่า “วิสามัญศึกษา” คือความรู้อย่างใดเหมาะแก่ใคร คนนั้นก็เรียนแต่อย่างนั้น ไม่ต้องเรียนทุกอย่างเหมือนกันหมดทุกคน
การศึกษาของเด็กที่โรงเรียนนั้น คนทั้งหลายมักเข้าใจกันว่าเรียนแต่วิชชาหนังสือ จึงมักเรียกการศึกษาว่า “เรียนหนังสือ” ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น หนังสือเป็นแต่เครื่องเก็บรักษาวิชชาความรู้ไว้เหมือนอย่างคลังที่เก็บทรัพย์มฤดก การเรียนหนังสือเหมือนหาลูกกุนแจสำหรับไขคลังเข้าไปเอาทรัพย์มฤดก คือวิชชาและความรู้ มุ่งหมายให้เป็นประโยชน์แก่นักเรียน 3 อย่างเหมือนกันหมด คือ อย่างที่ ๑ นั้น มุ่งหมายจะให้นักเรียนมีกำลังร่างกายแข็งแรงและปราศจากโรคภัย เพื่อให้อายุยืนอยู่ได้จนแก่เฒ่า การที่สอนความรู้อนามัยก็ดี ฝึกหัดกายบริหารก็ดี อยู่ในประโยชน์อย่างที่ 1 นี้ อย่างที่ 2 นั้น มุ่งหมายจะให้นักเรียนเป็นสาธุชน คือ คนประพฤติตัวดี เป็นที่เชื่อถือของผู้อื่น การที่สอนจรรยาและสอนศาสนา อยู่ในประโยชน์อย่างที่ 2 นี้ อย่างที่ 3 นั้น มุ่งหมายจะให้นักเรียนมีสติปัญญา การที่สอนให้คิดเลขก็ดี ให้รู้ภูมิศาสตร์และพงศาวดารก็ดี ชี้ให้เห็นลักษณะวัตถุหรือกิจการต่างๆ ที่เป็นจริง เหล่านี้อยู่ในประโยชน์อย่างที่ 3
การฝึกหัดเป็นลูกเสือ รวมประโยชน์ทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมาอยู่ในนั้น รัฐบาลจึงได้บำรุง และประโยชน์ 3 อย่างนั้นเป็นองค์ของสามัญศึกษา เมื่อนักเรียนเรียนได้ตลอดแล้ว จะไปเรียนวิชชาความรู้ชั้นวิสามัญศึกษาอย่างใดสำหรับหาเลี้ยงตัวก็จะเรียนได้สะดวกดี เพราะได้รับความฝึกหัดอบรมและมีความรู้เบื้องต้นเป็นทุนสำหรับตัวไปแล้ว ต่อเด็กคนใดเล่าเรียนด้วยตั้งใจจะหาความรู้ เด็กคนนั้นจึงเรียนได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นนักเรียนทั้งหลายที่มาเข้าโรงเรียน เบื้องต้นต้องเคารพนับถือครู อันลักษณะการเรียนนั้นตามคติโบราณ ว่ามีองค์ซึ่งต้องถือเป็นหลัก 4  อย่างคือ
อย่างที่ 1 ต้องตั้งใจ ฟัง คำสอนของครู อย่างที่ 2 ฟังแล้วต้อง คิด ดูให้เข้าใจ อย่างที่ 3 ถ้ายังไม่เข้าใจต้อง ถาม อย่างที่ 4 เมื่อเข้าใจแล้วต้อง จำ ไว้ ข้อความที่กล่าวมาเหล่านี้ เด็กนักเรียนทั้งหลายจงจำไว้เป็นคติ
พระโอวาทนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานเมื่อ 80 กว่าปีมาแล้ว แต่หากนำมาพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่าสอดคล้องตรงกับจุดมุ่งหมายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบัน ทั้งเรื่องการพัฒนาสุขอนามัย ศีลธรรมจรรยา การพัฒนาสติปัญญาความรู้ และการเรียนก็เพื่อพัฒนาอาชีพให้สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวให้มีความอยู่ดีกินดี ซึ่งตรงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน
หากเด็กนักเรียนทั้งหลายลองอ่านพระโอวาทให้ดี ตรึกตรองให้เข้าใจ และนำไปปฏิบัติก็จะเป็นประโยชน์แก่อนาคตของเด็กๆทุกคนอย่างแน่นอน

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

นักเรียนยืนยันสิทธิ์รับตรงขาดเกือบหมื่น


วันที่ 20 มี.ค. ศ. ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)  ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประไทย (ทปอ.)  เปิดเผยว่า หลังจากที่สมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย( สอท.) ได้เปิดให้นักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกในระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมในระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ ประจำปีการศึกษา 2555    ได้เข้ามายืนยันสิทธิ์การรับตรงตั้งแต่ วันที่ 11-17 มี.ค.ที่ผ่านมา  ผลปรากฏว่า มีนักเรียนเข้ามายืนยันสิทธิ์ จำนวน 27,641 คน จากผู้ผ่านการคัดเลือก จำนวน  37,167 คน   มีคณะที่ผู้ผ่านการคัดเลือกได้เลือก จำนวน 41,331 ที่นั่ง  และในวันที่  21 มี.ค. สอท.แจ้งรายชื่อผู้ที่ยืนยันสิทธิ์ไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  เพื่อให้มหาวิทยาลัยประกาศรายชื่อผู้ยืนยันสิทธิ์และตัดสิทธิ์การสมัครในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นกลาง
“จากตัวเลขของนักเรียนที่เข้ามายืนยันสิทธิ์ ผมถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ และจะช่วยแก้ปัญหาการรับตรงได้ในระดับหนึ่ง พร้อมทั้งลดการแข่งขันแอดมิชชั่นลงไปได้อีก เพราะนักเรียนมีที่นั่งเรียนแล้วสองหมื่นกว่าคน    รวมทั้งการรับตรงเป็นไปด้วยความราบรื่นทั้งที่เป็นปีแรก  อย่างไรก็ตาม สอท.จะไม่มีการขยายวันยืนยันสิทธิ์รับตรงแล้ว และนักเรียนที่ยืนยันสิทธิ์รับตรงแล้วจะไม่สามารถที่จะไปยื่นสมัครแอดมิชชั่นกลางด้วย เพราะสอท.ได้ตัดสิทธิ์นักเรียนไปแล้ว  ”ศ.ดร.สมคิด กล่าว
ด้านรศ.ดร.พรทิพย์ ไชยโส  คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  (มก. )กล่าวว่า ขณะนี้มก.กำลังเปิดรับสมัครบุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  โดยวิธีรับตรงโควตาพิเศษ ปีการศึกษา 2555  จำนวน 4 คน เข้าศึกษาในคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะศึกษาศาสตร์ สาขาคหกรรมศาสตร์ศึกษา และสาขาคอมพิวเตอร์และธุรกิจศึกษา สาขาละ 1 คน  ผู้สนใจสมัครได้จนถึงวันที่ 23 มี.ค. 55 รายละเอียดดูได้ที่ www.ku.ac.th

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

วธ.ทำสารคดี "สยามศิลปิน" เชิดชูเกียรติศิลปินสำคัญของชาติ


เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่ากากระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดทำสารคดี “สยามศิลปิน” โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) ร่วมมือกับมูลนิธิศิลปินแห่งชาติ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อเชิดชูเกียรติศิลปินคนสำคัญของไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
นางสุกุมล กล่าวว่า สยามศิลปิน จะถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับศิลปินไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแขนงต่างๆทั้งด้านศิลปกรรม วรรณกรรม และกวีนิพนธ์ อาทิ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ โดยจัดทำเป็นสารคดีทางโทรทัศน์ เพื่อเผยแพร่ จำนวน 24 ตอน ความยาวตอนละ 50 นาที ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 22.00-23.00น. ซึ่งจะเริ่มตอนแรก วันที่ 5 เม.ย.นี้
นางปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ศิลปินที่ สวธ.คัดเลือกมานั้น จะมีผลงานที่โดดเด่น สร้างความภูมิใจในความเป็นไทยด้วยผลงานศิลปะแขนงต่างๆที่มีคุณค่าจากภูมิปัญญาและอัจฉริยภาพของศิลปินที่มีชื่อเสียง ซึ่งจะเป็นสื่อสำคัญในการจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานหรือการทำงานด้วยความมุ่งมั่น การฟันผ่าอุปสรรคต่างๆของศิลปินในการเป็นต้นแบบให้แก่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งเป็นสื่อที่กระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่างานศิลปะแขนงต่างๆของไทยและช่วยกันอนุรักษ์สืบสานต่อไป
“ สวธ.ผลิดสารคดีมาหลายชุด แต่ชุดนี้เป็นชุดที่ภูมิใจที่สุด เนื่องจากเป็นผลงานของศิลปินแห่งชาติ ที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยทุกคน โดยมีการบรรยายทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยจะนำไปเผยแพร่ยังต่างประเทศด้วย เพื่อให้ชาวต่างชาติได้เห็นถึงคุณค่าและผลงานของศิลปิน บุคคลสำคัญของไทย”อธิบดีสวธ.กล่าว

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

“สุกุมล” ตรวจฉากบังเพลิง ประกอบพระเมรุสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ เสร็จสมบูรณ์ พร้อมประกอบ 25 มี.ค.



เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่วิทยาลัยช่างศิลป  สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์(สบศ.) เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) พร้อมด้วยนางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร นายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตรวจเยี่ยมการสร้างฉากบังเพลิง เพื่อใช้ประกอบพระเมรุ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
โดยนางสุกุมล กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมว่า จากการตรวจเยี่ยมการจัดสร้างฉากบังเพลิง ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ฉากบังเพลิง ได้จัดทำเสร็จแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนนำไปประกอบในพระเมรุ ในวันที่ 25 มี.ค.นี้ 
นางสุกุมล กล่าวต่อไปว่า ฉากบังเพลิงแต่ละด้าน จะมีศิลปิน อาจารย์ นักศึกษาทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันมาช่วยกันในการสร้างบังเพลิง ซึ่งแต่ละด้านของฉากบังเพลิง จะมีเอกลักษณ์ที่ช่างเขียนถ่ายทอดออกมาแตกต่างกัน ในเรื่องรูปเทวดา การใช้สี เป็นต้น ส่วนความคืบหน้าการสร้างพระเมรุ ขณะนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหลือเพียงการปรับภูมิทัศน์รอบด้านเท่านั้น โดยในวันที่ 25 มี.ค.ทางผู้รับเหมาจะส่งมอบงานที่เสร็จสิ้นให้แก่กรมศิลปากร รวมทั้งจะมีการซ้อมริ้วขบวนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ ครั้งที่ 2 ในวันดังกล่าวด้วย
นายสาคร โสภา รองผอ.ฝ่ายบริหาร วิทยาลัยช่างศิลป ในฐานะผู้เชี่ยวชาญศิลปกรรมไทยผู้เขียนลวดลายฉากบังเพลิง กล่าวว่า  ฉากบังเพลิงมีความงดงาม ด้านหน้าเป็นรูปเทวดา ด้านหลังเป็นรูปดอกกุหลาบ ซึ่งการเขียนรูปดอกกุหลาบ เนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ ทรงโปรดดอกกุหลาบเป็นอย่างมาก การออกแบบจึงได้นำลวดลายดอกกุหลาบมาเขียนไว้ที่ฉากบังเพลิง ส่วนฉากบังเตานั้น ได้ออกแบบเป็นรูปดอกบัว 4 เหล่า เพื่อแฝงคติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาไว้ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ ซึ่งนับตั้งแต่โบราณมาจะมีการเขียนลวดลายต่างๆที่แฝงคติธรรม ในพระเมรุมาโดยตลอด
ด้านนายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) กล่าวว่า  งานที่ สบศ. รับผิดชอบในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ นอกจากวิทยาลัยช่างศิลปจะดำเนินการเรื่องฉากบังเพลิงแล้ว วิทยาลัยนาฏศิลป 12 แห่งทั่วประเทศได้คัดนักเรียนมาแสดงมหรสพโขน ละคร บนเวทีด้านทิศเหนือ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นการแสดงโขนข้างพระเมรุ โดยครั้งนี้ได้จัดนักแสดงคนละชุดแยกต่างหากจากที่แสดงบนเวที รวมนักแสดงจากวิทยาลัยนาฏศิลปทั้งหมดประมาณ 600 คน และนักแสดงกรมศิลปากรอีกประมาณ 200 คน จะเริ่มซ้อมการแสดง 2 เมษายนนี้ ที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร และบริเวณวิทยาลัยนาฏศิลป์ วังหน้า  นอกจากนี้ในส่วนวงดนตรีไทย จะเริ่มบรรเลงตั้งแต่วันที่ 8 -10 เมษายน โดยเป็นการบรรเลงต่อเนื่องกันไปจนจบพระราชพิธีฯ

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

วธ.ร่อนหนังสือกระตุ้น "ราชการ-เอกชน"สวมผ้าไทย



เมื่อวันที่ 21 มี.ค. นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการรณรงค์ส่งเสริมให้ภาครัฐ เอกชน ประชาชน รวมถึงเยาวชน วัยหนุ่มสาวให้หันมาใช้ผ้าไหมหรือผ้าไทย มาสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ขณะนี้ วธ. ได้จัดทำหนังสือเวียนแจ้งขอมือความร่วมมือไปยังทุกกระทรวง และหน่วยงานเอกชนหลายร้อยแห่ง ซึ่งหลังจากแจ้งหนังสือไปแล้วได้ทำการประเมินผลพบว่ารัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ข้าราชการหันใส่ผ้าไทยมากขึ้น รวมถึงน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ดังนั้นถือว่าการรณรงค์ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในระดับดี
นางสุกุมล กล่าวต่อไปว่า นอกจากการขอความร่วมมือแล้ว ที่ผ่านมา วธ. จัดงานมหกรรมวัฒนธรรม โดยนำผลิตภัณฑ์ผ้าไหมและผ้าไทย มาจำหน่ายเพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อ เพื่อนำไปตัดสวมใส่ ส่วนแบบการการแต่งผ้าไทยนั้น หลายคนอาจจะเข้าใจว่า วธ. บังคับและต้องตัดตามรูปแบบที่กระทรวงกำหนด ต้องขอชี้แจงว่าไม่มีการกำหนดรูปแบบใดๆ ให้อิสระทุกคนออกแบบตามความเหมาะสมของแต่ละคน เพราะหากกำหนดรูปแบบชัดเจนจะยิ่งทำให้คนส่วนใหญ่ต่อต้านและไม่อยากสวมใส่
“ในเร็วๆ นี้ วธ. จะร่วมมือกับเอกชนนำผ้าไทยไปให้ดีไซน์เนอร์ชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ นำไปออกแบบเสื้อผ้า เพื่อให้มีรูปแบบออกมาทันสมัยและน่าสวมใส่ รวมทั้งกำลังดำเนินการจัดทำข้อมูลผู้ประกอบการผ้าไทยทั้ง 77 จังหวัดให้เป็นปัจจุบัน โดยจัดพิมพ์เป็นหนังสือนามสงเคราะห์เกี่ยวกับผู้ประกอบการผ้าไทยทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อแจกจ่ายให้หน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ประชาชนทั่วไป และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกซื้อผ้าไทยหรือผ้าไหมด้วย”รมว.วัฒนธรรม กล่าว

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

เดลินิวส์เจ๋งกวาด 10รางวัล ประกวดภาพน้ำท่วม "สุรเชษฐ์ วัชรวิศิษฎ์" ชนะเลิศประเภทสื่อมวลชน


วันนี้ (21 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานปฏิรูปเพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม (สปร.) ได้ประกาศผลการประชุมคณะกรรมการตัดสินการประกวดภาพถ่าย "อุทกภัย 2554 คนไทยไม่ทิ้งกัน" โดยมีการตัดสินกันเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องเมจิค 1 โรงแรมมิราเคิล ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. โดยรางวัลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท มีประเภทประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศคือนายอนุสรณ์ สนะพันธ์ ชื่อภาพ”จิตอาสา” รับโล่เกียรติยศ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท
ส่วนประเภทนักเรียน นิสิต นักศึกษา รางวัลชนะเลิศคือนายบวรกมล สูนย์กลาง ชื่อภาพ ”ขนส่งประจำทาง” รับโล่เกียรติติยศ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานกรรมากรสมัชชาปฏิรูป พร้อมเงินรางวัล 25,000 บาท
สำหรับประเภทสื่อมวลชน ผู้รับรางวัลชนะเลิศคือนายสุรเชษฎ์ วัชรวิศิษฎ์ หัวหน้าช่างภาพหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ชื่อภาพ ”น้ำใจในวิกฤติ” รับโล่เกียรติยศนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นของนายภมร มานะพรชัย ช่างภาพหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  รับโล่เกียรติยศ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ผอ.สำนักงานปฏิรูปฯ พร้องเงินรางวัล 30,000 บาท ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 2 คือนายสุวสรรค์ ชมแก้ว ช่างภาพหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ รับโล่เกียรติยศ นายมานิจ สุขสมจิตร ประธารกรรมการสื่อสารเพื่อการปฏิรูป พร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท
ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า ในประเภทสื่อมวลชน ยังมีรางวัลชมเชยอีก 10 รางวัล โดยทีมช่างภาพหนังสือพิมพ์เดลินิวส์สามารถคว้ารางวัลมาได้อีก 8 รางวัล โดยนายสุรเชรษฎ์ คว้ามาได้อีก 3 รางวัลชื่อภาพ”คุณพระช่วย”,”ร่วม รื้อ รอด”และ”สู้อีกนิดน้อง” ส่วนนายภัทรพงษ์ ฉัตรภัทรศิลป์ คว้ามาได้ 3 รางวัลเช่นกัน ชื่อภาพ”ร่วมแรงร่วมใจ”,”อาสาพาข้าม”และ”ทหารของประชาชน” ขณะที่อีก 2 รางวัลเป็นของนายจามิกร ศรดำ ชื่อภาพ”รวมพลังเรียงแถว”และนายสันติ มฤธนนท์ ชื่อภาพ”ปกป้อง”โดยได้รับเงินรางวัลๆละ 5,000 บาท
แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   


วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

โนวัคลั่นพร้อมป้องกันแชมป์ไมอามี

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 083-792-5426: โนวัคลั่นพร้อมป้องกันแชมป์ไมอามี: "ยอโควิช" คุยฟุ้งมั่นใจเต็มเปี่ยม แถมร่างกายฟิตปั้งก่อนลงป้องกันแชมป์ใน ศึก เทนนิส โซนี อีริคส์สัน โอเพ่น ที่ไมอามี     โนวัค ยอโค...