วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไทยและเกาหลีร่วมพัฒนาความร่วมมือทุกด้าน


วันนี้ (24 มี.ค.) เวลา  15.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินซอน กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผู้แทนระดับสูงจากรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย รอให้การต้อนรับ ต่อมาเวลา 16.30 น.  นายกรัฐมนตรีเดินทางออ ไปยังสุสานแห่งชาติกรุงโซล (Seoul National Cemetery) เพื่อวางพวงมาลา ก่อนเดินทางต่อไปยังทำเนียบประธานาธิบดี (Cheong Wa Dae) เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยการตรวจแถวทหารเกียรติยศ และลงนามในสมุดเยี่ยม
 
จากนั้นเวลา 17.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ หารือทวิภาคีเต็มคณะกับนายลี เมียง บัค ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี โดยสาระสำคัญของการหารือสรุปได้ดังนี้ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องกันว่า จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับการแก้ไขและการบริหารจัดการ น้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งมากจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก และจะให้ความร่วมมือ สนับสนุนการสร้างระบบการจัดการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศไทยต่อไป รวมทั้งจะร่วมลงนามเกี่ยวกับข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการจัดการบริหารทรัพยากรน้ำ โดยองค์กรที่เกี่ยวข้องจากทั้งสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะลงนาม เกี่ยวกับข้อตกลงว่าด้วยการพัฒนาและขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างรัฐบาล และจะตกลงกันว่าจะสนับสนุนร่วมมือในด้านการแก้ไขและบูรณะฟื้นฟูเหตุการณ์ภัย พิบัติทางธรรมชาติ และ ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการพัฒนาด้านทหารแก่ประเทศไทยอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังได้เสนอให้รื้อฟื้นการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-เกาหลีใต้ เพื่อช่วยผลักดันการค้าให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  และได้แสดงความประสงค์เชิญให้เกาหลีลงทุนในไทยให้มากขึ้นโดยเฉพาะด้าน อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเรื่องจักรและผลิตภัณฑ์โลหะ อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมต่อเรือและการขนส่งทางเรือ และด้าน Digital Contents และอุตสาหกรรมภาพยนตร์  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทย เช่น การพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงในภูมิภาคด้วย   รวมทั้งขอให้เกาหลีพิจารณาสนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ไก่สดแช่แข็ง ผลไม้ นอกเหนือจากข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ
 
ภายหลังการหารือนายกรัฐมนตรีและนายอี มยอง-บัก ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลงบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวง กลาโหมไทย – กระทรวงกลาโหมว่าด้วยความร่วมมือทางทหาร  ก่อนจะร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และเลี้ยงอาหารค่ำแบบรัฐพิธี (State Dinner) ที่ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th     
 

ดัน "ลุงเอี่ยม" เป็นนายแบบต่อต้านยาเสพติด


เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (24 มี.ค.) ที่วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม นายเอี่ยม ลุงเอี่ยม คัมภิรานนท์ ขอทานใจบุญที่ถวายเงิน 1 ล้านบาท ถวายหลวงพ่อวัดไร่ขิง พระประทานในพระอุโบสถ ก่อนจะไปที่วัดมหาธาตุ จ.เพชรบุรี กระทั่งเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ลุงเอี่ยมขอทานเงินล้านได้เดินทางกลับมาถึงวัดไร่ขิง โดยมีรถยนต์ของวัดขับไปรับที่วัดมหาธาตุ จากนั้นลุงเอี่ยมเดินลงจากรถด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส่ และบอกกับผู้ที่เข้ามาสอบถามด้วยความห่วงใยว่า "ไปเที่ยวมา" จนถึงเวลา 11.00 น. พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงศ์ รอง ผบช.ภ.7 เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด พร้อมยกลุงเอี่ยมขึ้นมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยให้ลุงเอี่ยมช่วยเดินแจกแผ่นพับรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ให้กับผู้ที่มาทำบุญไหว้พระและผู้ที่เข้ามาร่วมงาน สร้างความฮือฮากับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก หลายคนเดินเข้ามาขอถ่ายรูปคู่ไว้เป็นที่ระลึก
ทางด้าน พ.ต.อ.สุรศักดิ์ ปิ่นทอง ผกก.สภ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพิธีกรดำเนินรายการทางหน้าเวที ได้นำเจ้าหน้าที่แต่งกายเป็นขอทาน ถือไม้เท้า ถือขัน ลักษณะคล้ายลุงเอี่ยม ขึ้นมาร่วมกิจกรรมบนเวที เพื่อบอกให้ทุกคนรู้ ว่าขอทานนั้นผิดกฎหมาย จะต้องถูกตำรวจจับ ส่วนลุงเอี่ยมไม่ใช่ขอทานเป็นเพียงผู้บอกบุญ.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th      

วางระเบิดสนามกอล์ฟท่าขี้เหล็กในวันกองทัพพม่า


เมื่อเวลา 06.30 น. วันนี้ (24 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีเหตุระเบิด ที่สนามกอล์ฟของโรงแรมเรจิน่าแอนด์กอล์ฟคลับ บ้านมะก่าหัวคำ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ตั้งอยู่ห่างจากสะพานมิตรภาพไทย-พม่า ด้านด่านพรมแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยเหตุระเบิดดังกล่าวทำให้พนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของสนามกอล์ฟได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย ถูกนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อ.เมืองเชียงราย นอกจากนี้ยังมีตำรวจพม่าได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 3 ราย แต่อาการไม่หนักถูกส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลจังหวัดท่าขี้เหล็ก หลังเกิดเหตุ พ.อ.ขิ่น หม่องโซ ผบ.ยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ รวมทั้งห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าออกพื้นที่ของสนามกอล์ฟ และบริเวณโรงแรมอย่างเด็ดขาด
รายงานข่าวเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ พ.อ.ขิ่นได้มีการจัดงานฉลองเนื่องในวันกองทัพพม่า ซึ่งมีการเชิญ พลจัตวา จ่อ วิน รอง ผบ.ตร.ประเทศพม่า และนักธุรกิจในจังหวัดท่าขี้เหล็กจำนวนหนึ่ง ร่วมในการแข่งขันตีกอล์ฟที่สนามแห่งนี้ โดยเหตุการณ์ระเบิดลูกแรกเกิดขึ้นขณะที่ พ.อ.ขิ่น หม่องโซ และคณะได้ตีกอล์ฟไปถึงหลุมที่ 7-8 ได้เกิดระเบิดเสียงดังกึกก้องขึ้นที่บริเวณหลุมที่ 13 เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ชุดติดตามคณะได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้เกิดเสียงระเบิดลูกที่ 2 ดังขึ้นบริเวณถังขยะที่ตั้งอยู่ข้างสนามกอล์ฟ  เบื้องต้นทราบว่าเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องแบบตั้งเวลา โดยคาดว่าผู้ก่อเหตุคงจะต้องการสร้างสถานการณ์หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่คณะผู้เข้าร่วมงานในวันนี้ แต่มีผู้ไปพบเข้าเสียก่อนจึงชิงลงมือกดระเบิดให้ทำงานขึ้น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว โดยทางคณะของ พ.อ.ขิ่น หม่องโซ ไม่มีใครได้รับอันตรายแต่อย่างใด ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่พม่ากำลังสืบสวนสอบสวน หาหลักฐานและสาเหตุของการก่อเหตุวางระเบิดในครั้งนี้อยู่
สำหรับสนามกอล์ฟของโรงแรมเรจิน่า เป็นสนามกอล์ฟที่มีขนาด 18 หลุด และเป็นโรงแรมที่บริหารงานโดยนักธุรกิจไทย รู้จักกันดีในนาม นาย ก.หรือ เฮีย ก.อดีตนักการเมืองในฝั่งไทย เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ภายในโรงแรมมีทั้งบ่อนคาสิโน สนามกอล์ฟ ร้านค้าปลอดภาษี นอกนากนี้ยังมีเครือข่ายธุรกิจของคนไทย ที่มีลักษณะเดียวกันนี้ ดำเนินธุรกิจในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็กอยู่อีกไม่ต่ำกว่า 3-4 ราย
แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th      

เผย"สนธิ"ทำหนังสือแฉปฏิวัติ49หลังตัวตาย


เมื่อวันที่ 23 มี.ค. พล.อ.พัลลภ  ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รองผอ.รมน.) กล่าวถึงกรณีพล.ต.สนั่น  ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องการให้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เปิดเผยผู้อยู่เบื้องหลังการทำปฏิวัติว่า สิ่งที่พล.ต.สนั่นพูดเป็นประเด็นเก่า เป็นการถามเรื่องเก่า แต่ตนคงตีประเด็นเรื่องนี้ไม่ได้ ซึ่งพล.ต.สนั่นพูดจาถามพล.อ.สนธิชัดเจน ตนไม่อยากไปแทรกแซง ส่วนสาเหตุที่พล.ต.สนั่นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดในช่วงที่กำลังเข้าสู่กระบวนการปรองดองเพื่ออะไรนั้น ต้องไปถามเจ้าตัว ตนไม่ได้เจอพล.ต.สนั่นเลย แม้ว่าตนกับพล.ต.สนั่นเป็นเพื่อนจปร.7กัน แต่ไม่ได้มีการโทรศัพท์พูดคุยกัน มารู้อีกทีก็รู้สึกตกใจ ไม่รู้ว่า ท่านคิดอะไรตอนนี้ และตนไม่รู้ว่า การที่พล.ต.สนั่นหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจะทำให้การปรองดองสะดุดหรือไม่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งตนจะหาเวลาว่างคุยกับพล.ต.สนั่นว่า เกิดอะไรขึ้นมา ตนพูดไปตอนนี้เกรงว่าจะไปกันใหญ่ ส่วนพล.อ.สนธิตนก็ยังไม่ได้มีการพูดคุย เพราะสายงานไม่เกี่ยวกัน                
ทางด้านพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องปฏิวัติเลย ทั้งนี้พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปต้องตอบให้ชัดเจน แต่จะให้บอกว่า ให้ใครไปพูดอย่างไร คงไม่ได้ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน สไตล์ใครก็สไตล์มัน แต่เท่าที่ติดตามพล.ต.สนั่นไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ก่อนหน้านี้ตนมีตำแหน่ง ตนจะไม่ยอมให้ใครบอกว่า ควรทำอย่างนั้น หรือควรทำอย่างนี้ และต้องรับผิดชอบต่อการเงี่ยหูฟัง คือ ติดตามสถานการณ์อย่างจริงจัง จะไม่ทิ้งประเด็น และอย่าไปหลงคารมในการปล่อยข่าว แล้วไปเชื่อเขา ต้องดูว่า อะไรที่เป็นสาระ ที่เกี่ยวข้องกับที่ตัวเองรับผิดชอบ ตนจะไม่ปล่อย อยากจะดูเหมือนกันว่า จะอึมครึมไปนานแค่ไหน                 
เมื่อถามว่าการที่พล.ต.สนั่นพูดเรื่องปฏิวัติจะทำให้การปรองดองหยุดชะงักหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า คำถามและคำตอบมันอยู่ในตัวเดียวกัน คนไทยทุกคนมีคำถามแบบนี้ เพียงแต่คนอื่นจะคิดเหมือนกันหรือไม่ แต่ความจริงทุกคนมีคำตอบ ทุกอย่างเราต้องยึดผลประโยชน์ส่วนรวม หรือประชาชนก็ได้ แต่พูดง่ายๆจะต้องไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน หรือไม่ทำให้สังคมป่นปี้ ขอให้ทุกคนตั้งสติทำความดีตามหน้าที่ของตัวเอง เพื่อให้ทุกอย่างคลี่คลาย เราต้องไม่กลบเกลื่อน ต้องผชิญหน้ากับปัญหาเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เผชิญหน้าเพื่อฟาดฟันกัน                  
ขณะที่พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์ นายทหารใกล้ชิดพล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.สนั่นระบุว่าขอร้องให้พล.อ.สนธิ ออกมาพูดความจริงเหตุการณ์ปฏิวัติฯผ่านพล.อ.มงคลว่า  ข้อเท็จจริงคือหลังการปฏิวัติ 19 ก.ย.49 ผ่านไปสักประมาณปีกว่าๆ พล.อ.เปรมท่านรู้สึกไม่สบายใจที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าท่านอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติฯ ซึ่งท่านไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด จึงอยากให้ พล.อ.สนธิออกมาเคลียร์พูดความจริง ท่านจึงมอบหมายให้พล.อ.มงคลรับภารกิจนี้ไปดำเนินการ  หลังจากนั้นพล.อ.มงคลจึงมอบให้ตนเป็นผู้ติดต่อโทรศัพท์ไปหาเพื่อบอกถึงความต้องการของพล.อ.เปรม  เมื่อตนโทรศัพท์ไปหาพล.อ.สนธิ ได้แต่รับฟังและไม่ได้ว่าอะไรและยังไม่ยอมชี้แจงกับสื่อมวลชนให้เข้าใจ                
“ที่ต้องรับภารกิจโทรศัพท์ไปคุยกับพล.อ.สนธิ เนื่องจากเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 รุ่นเดียวกันสามารถพูดคุยกันได้ แต่ก็ยอมรับว่าไม่สำเร็จ เพราะพล.อ.สนธิไม่ยอมชี้แจงกับสื่อมวลชนให้เข้าใจว่าป๋าเปรมท่านไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปฏิวัติฯ  มาถึงวันนี้ พล.อ.มงคล ให้ความสนใจกับข่าวที่ พล.ต.สนั่น ระบุจึงมานั่งทบทวนเหตุการณ์ ซึ่งผมยังเก็บเบอร์โทรศัพท์ของ พล.อ.สนธิ ในขณะนั้นไว้เลยว่าเราได้มีการพูดคุยกันจริง" พล.อ.บัญชร กล่าว
ส่วนกรณีที่พล.ต.สนั่น ลุกขึ้นถามพล.อ.สนธิ อย่างตรงไปตรงมาเช่นนั้น ผมรู้สึกเห็นใจพล.อ.สนธิ ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นที่มาเจอคำถาม ชนิดที่ชาวบ้านทั่วไปพูดว่า ไปแทบไม่เป็น และไม่ได้ตั้งตัวมาก่อนว่าพอเจอคำถามเช่นนั้น จนกระทั่งมาตั้งตัวได้ให้ข่าวอีกครั้งว่า พล.อ.เปรมไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิวัติฯแต่ก็เสียรังวัดไปก่อนแล้ว  อย่างไรก็ตาม พล.อ.มงคล ได้โทรศัพท์มาหาผมพร้อมกับบอกว่า  สนใจกับข่าวที่พล.ต.สนั่น ออกมาพูดถึงที่มาที่ไปของข่าวกรอง ซึ่งเป็นความจริงตามที่ผมและพล.อ.มงคล ได้ดำเนินการตามที่พล.อ.เปรม มอบหมายทุกประการ                  
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่พล.อ.สนธิ จะเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ พล.อ.สนธิได้มีการทำพ็อคเก็ทบุ๊คจำนวน 6 เล่ม อาทิ อัตชีวประวัติส่วนตัว ชีวิตรับราชการทหาร สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และที่สำคัญ คือ หนังสือที่เกี่ยวกับเบื้องหลังเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.49 ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้นำทหารของต่างประเทศให้ความสนใจมาก โดยปัจจุบันหนังสือทั้ง 6 เล่มจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการตีพิมพ์เนื่องจากเกรงว่า จะส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ถูกพาดพิงในหนังสือ โดยเล่มที่เกี่ยวกับปฏิวัตินี้พล.อ.สนธิ ต้องการจะให้มีการพิมพ์ภายหลังจากที่ตนเองเสียชีวิตลง เพื่อเปิดเผยเบื้องหลังเกี่ยวกับการปฏิวัติเมื่อปี 49 

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th     

“เหลิม”ยันไม่มีเอี่ยวจัดโผตำรวจ



ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่ามีการวิ่งเต้นและรับส่วยเรื่องโผโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการและสารวัตร ว่ามีคนชั้น 7 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เข้าไปเกี่ยวข้อง ว่าตนไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งตำรวจระดับรอง ผบก. ทั้งนี้ตนสาบานว่าเงินสักบาทก็ไม่ได้รับ และไม่ทราบว่ามีชายชั้น 7 เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจของพล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. และยืนยันว่าพล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ไม่รับเงินแน่นอน
เมื่อถามว่ามีข่าวว่าในวันนี้จะมีการเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เพื่อขอขยายเวลาการพิจารณาโผโยกย้ายตำรวจระดับรอง ผบก.ออกไป เพราะมีปัญหาการวิ่งเต้นมา รองนายกฯกล่าวว่า จะไม่มีการขอขยายเวลา เพราะเรื่องนี้ช้ามานานแล้ว
เมื่อถามถึงการที่พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผบ.ตร. ในฐานะก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวในการสัมนา “ตำรวจกับการเมือง” จัดโดยคณะกรรมาธิการยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา โดยระบุว่าตำรวจต้องปลอดการเมืองเข้ามมาแทรกแซง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนอ่านข่าวแล้วว่ามีผู้บัญชาการตำรวจบางคนเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายที่ส่อไปในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ตนไม่ทราบว่าพล.ต.อ.อชิรวิทย์ หมายถึงใคร เพราะไม่ได้เข้าไปยุ่งเลย ส่วนที่ตนประชุมร่วมกับตำรวจในหลายจังหวัด เป็นการเน้นย้ำเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดและการปราบปรามอาชญากรรม  นอกจากนี้ตนได้เคยเน้นย้ำกับ ผบ.ตร.ว่าเรื่องการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งต้องหมดไป เพราะเมื่อวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ตำรวจก็ต้องไปหาเงินจากพ่อค้า  ทำให้พ่อค้าบางคนที่ทำชั่วสามารถทำได้ต่อไปไม่จบสิ้น เชื่อว่าการแต่งตั้งโยกยย้ายครั้งนี้ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งแน่นอน

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

โทษแรงทุจริตเกณฑ์ทหาร “ปลดราชการ”


ที่กองทัพภาคที่ 1  เมื่อวันที่ 23 มี.ค. พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีแจกจ่ายคำสั่งฯการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2555 และการปฐมนิเทศคณะกรรมการตรวจเลือกฯ ประธานกรรมการตรวจเลือกฯ และส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีความเข้าใจในการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการ
พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า ขอให้ผู้ที่เข้ามารับการตรวจเลือกเป็นทหารกองเกินมีความภาคภูมิใจในการปฏิบัติภารกิจที่มีเกียรติ รวมทั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ยุติธรรมตามนโยบายของกองทัพบก และให้ปฏิบัติเป็นไปตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการเป็นทหารประจำการเป็นการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง และสังคมให้ความสนใจ ดังนั้นการปฏิบัติงานของทุกคนในทุกขั้นตอนจะต้องมีความละเอียด รอบคอบ ถูกต้อง สามารถตรวจสอบและตอบคำถามกับสังคมได้       
ในปีนี้กองทัพภาคที่ 1 มีทหารกองเกินที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกจำนวน 88,000 นาย แบ่งเป็นบรรจุเข้าเป็นทหารกองประจำการของกองทัพภาคที่ 1 จำนวน 26,500 นาย ส่วนที่เหลือจะแบ่งมอบให้ทุกหน่วยในพื้นที่ อาทิ หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ นอกจากนั้นได้รับการส่งช่วยจากกองทัพภาคที่ 2 ประมาณ 18,000 นายเศษ และกองทัพภาคที่ 3 ส่งเข้ามาช่วยประมาณ 300 นาย ซึ่งยอดรวมของกองทัพภาคที่ 1 ที่จะได้บรรจุเข้าเป็นทหารกองประจำการในครั้งนี้ประมาณ 44,000 นายเศษ โดยจะแบ่งเป็นผลัดต่างๆ ซึ่งปีนี้มีจำนวนยอดทหารกองเกินที่เพิ่มจากปีที่ผ่านมาจำนวน 2,500 นาย เพื่อสนับสนุนในการปฏิบัติภารกิจต่างๆให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่
ส่วนกรณีสาวประเภทสองที่เข้ารับการตรวจเลือกนั้น คงใช้ระเบียบเหมือนปีที่ผ่านมาว่าบุคคลใดที่ได้รับการยกเว้นบ้าง “ปีนี้เราได้รับนโยบายจาก ผบ.ทบ.ให้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อยที่สุดและไม่ให้มีข้อครหา โดยได้เน้นย้ำถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องตามระเบียบและต้องมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใสกับประธานตรวจเลือกที่ได้มีการจัดตั้งไปทั้งหมด 45 คณะในพื้นที่รับผิดชอบ และมีสำรองอีก 3 คณะ หากพบมีการทำความผิด หรือมีการทุจริตช่วยเหลือให้ไม่ได้เป็นทหารจะมีการคาดโทษอย่างถึงที่สุด หากสอบสอนแล้วมีความผิดก็ถึงขั้นปลดออกจากราชการได้ ดังนั้นเชื่อมั่นว่าจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ และทุกคนก็มีความเข้าใจ” 
พล.ท.อุดมเดช กล่าวต่อว่า อยากจะฝากไปถึงประชาชนว่าขอให้ทุกคนสบายใจและเชื่อมั่นในขั้นตอนวิธีการดำเนินการของกองทัพที่จะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการเกณฑ์ทหาร และอย่าได้หลงเชื่อคำแอบอ้างใดๆ ว่าจะสามารถทำให้ไม่ต้องเป็นทหารได้ หรือมีข้อยกเว้นนอกเหนือจากกรอบกติกา โดยเรียกรับเงินและผลประโยชน์ต่างๆ ขอยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ ดังนั้นหากพบเหตุดังกล่าวท่านอาจจะถูกหลอกและเสียเงิน นอกจากนั้นอาจจะได้รับใบการตรวจเลือก หรือ สด.43 ปลอม และหากนำไปใช้ในราชการจะเป็นการทำผิดกฎหมาย ดังนั้นควรพึงระมัดระวังและอย่าเชื่อคำกล่าวอ้างของบุคคลที่ไม่ปรารถนาดีเหล่านี้  

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th   

"มาร์ค"สวน “สนธิ” ความปรองดองต้องเริ่มจากความจริง


วันที่ 23 มี.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สถาบันพระปกเกล้าออกแถลงการณ์ระบุหากใช้เสียงข้างมากกับผลวิจัยปรองดอง จะถอนผลวิจัยและไม่ให้ใช้อ้างอิงว่า เป็นเรื่องดี และตนในฐานะกรรมการของสถาบันฯคนหนึ่งก็รู้สึกเป็นห่วง เพราะโครงการวิจัยนี้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้อนุมัติ หากมีการนำไปใช้ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ ก็จะกระทบกลับมาที่คณะผู้วิจัย และทางสถาบัน ซึ่งตนเห็นร่างรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ก็ค่อนข้างชัดว่ามีการหยิบเอาข้อเสนอบางส่วน และมีการระบุว่ามีคนเห็นด้วยกี่คน ไม่เห็นด้วยกี่คน แล้วสรุปว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการฯมีความเห็นให้ส่งรัฐบาลรับไปดำเนินการต่อโดยเร็ว หากเป็นเช่นนี้ก็จะไม่ตรงกับที่คณะผู้วิจัยได้ชี้แจงไปเมื่อวันที่ 22 มี.ค. และจะส่งผลกระทบ และจากรายงานของคณะกรรมาธิการฯที่ตนเห็น คิดว่าประธานคณะกรรมาธิการฯจำเป็นต้องทบทวน
สำหรับเรื่องนี้จะช่วยเตือนสติคนที่ใช้เสียงข้างมากในการสร้างความปรองดองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าจะเตือนสติได้หรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่อย่างน้อยก็ไม่สามารถนำรายงานฉบับนี้เป็นข้ออ้างว่าที่ต้องทำ เพราะมีคนเสนออย่างนี้ ต่อข้อถามที่ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการฯระบุจะปรองดองได้ต้องลืมอดีต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนอยากให้พล.อ.สนธิ ไปอ่านรายงานของสถาบันพระปกเกล้า และรายงานของคณะกรรมาธิการฯเอง เพราะทุกฝ่ายเห็นว่าการจะปรองดองต้องเริ่มจากเรื่องของความจริง ทีนี้คำว่า "ความจริง" คงไม่สอดคล้องกับคำพูดที่ว่าให้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง  เพียงแต่การมองอดีตกับสภาพปัจจุบัน เราจะทำกันอย่างไรมากกว่าที่จะมาเป็นตัวชี้ว่าปรองดองหรือไม่ปรองดอง ส่วนที่ว่าลืมอดีตทั้งหมด ไม่ใช่สูตรที่จะทำให้เกิดความปรองดองได้
เมื่อถามว่าพล.อ.สนธิ ยืนยันที่จะไม่พูดถึงเงื่อนไขการทำรัฐประหารรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะทำให้แก้ปัญหาได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้พล.อ.สนธิ มีจุดยืนว่าจะไม่พูดอะไรเลยเกี่ยวกับอดีต คงจะทำอะไรพล.อ.สนธิไม่ได้ แต่ประเด็นคือความจริงเป็นส่วนสำคัญ ในการที่จะทำให้เกิดการยอมรับความปรองดอง เพราะทั้งสื่อสารมวลชนและกลุ่มมวลชนต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหว ต่างต้องการความจริงเช่นกัน ส่วนที่ตอนนี้มีการขยายผลคำพูดไม่กี่คำของพล.อ.สนธิ เกี่ยวกับเรื่องรัฐประหารแพร่กระจายไปทั่วในเว็บไซด์คนเสื้อแดงจะมีผลอย่างไรนั้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่า พล.อ.สนธิต้องรู้ว่าสิ่งที่ทำหรือไม่ทำ พูดหรือไม่พูดจะส่งผลต่อสังคม หากไม่ทราบควรให้ใครรายงานให้ทราบว่าการแสดงท่าทีของพล.อ.สนธิถูกเผยแพร่ไปในทางไหน จะเป็นปมเพื่อความขัดแย้ง ดังนั้นหากจะปรองดองก็ต้องแก้ไข
เมื่อถามว่าพล.อ.สนธิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯยังอยู่ในฐานะที่จะนำความปรองดองมาสู่ประเทศได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ต้องดูท่าทีว่ามีความเข้าใจกับสิ่งที่มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันเมื่อวันที่ 21 มี.ค.กับที่สังคมได้มีการแสดงออกในช่วง 2-3 วันแค่ไหน หากมีท่าทีที่รับฟัง และนำมาปรับปรุง ก็จะเป็นบทบาทที่ดี แต่หากยังเดินหน้าต่อ และเสมือนกับว่าไม่มีการแสดงความคิดเห็น และเพิกเฉยกันไป ตนคิดว่าพล.อ.สนธิกำลังจะกลายเป็นปมความขัดแย้งในอีกรอบหนึ่ง
ต่อข้อถามว่าพล.อ.สนธิจะกลายเป็น "แพะรับบาป" แทนนายวัฒนา เมืองสุข รองประธานคณะกรรมาธิการฯในซีกรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเรื่องกรรมาธิการมาโดยตลอด นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พล.อ.สนธิเป็นประธานและเป็นคนทำต้องรับผิดชอบ โดยควรใช้อำนาจของประธานในการที่จะให้มีการทบทวนเรื่องต่าง ๆ ให้เหมาะสม และเห็นว่าควรที่จะมีการทบทวนในเรื่องนี้ เพราะสภาผู้แทนราษฎรขยายเวลาการทำงานให้แล้ว อย่างไรก็ตามหากไม่มีการทบทวนจะกลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ที่เกิดขึ้นจากงานของคณะกรรมาธิการ.

แหล่งที่มาของข้อมูล www.dailynews.co.th