วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

“เฉลิม” เข้ม ป้องกันป่วนสงกรานต์



วันนี้ (4 เม.ย.)ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์หลังมีเหตุคาร์บอมในภาค 3 จังหวัดภาคใต้ว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดูแลงานด้านการข่าวก็ได้รวบรวมการข่าวเชิงลึกทั้งจาก สมช. สันติบาล ศรภ.การข่าวทหารและความมั่นคงจนตกผลึกเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ เมื่อถามว่า มีรายงานด้านการข่าวให้เฝ้าระวังเรื่องใดเป็นพิเศษ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มี แต่ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภาคใต้เฝ้าระวังและตรวจสอบรถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่หายไปมีกี่คัน ใครเป็นเจ้าของ รวมไปถึงกรณีชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์เพื่อนำมาประมวลสถานการณ์
สำหรับในพื้นที่ กทม.ขณะนี้ยังเรียบร้อยดี แต่ไม่ประมาท เราประมาทไม่ได้ เมื่อถามต่อว่าการข่าวพบว่าเชื่อมโยงกับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ต่างประเทศทะเลาะกัน เราต้องยืนให้มั่น ต้องเป็นกลาง ไม่ยุ่งกับใคร แต่ใครจะทำผิดกฎหมายในบ้านเราไม่ได้ อย่างไรก็ตามในวันที่ 6 เม.ย.เป็นวันอีสเตอร์ของอิสราเอล ได้สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่เฝ้าระวังในจุดสำคัญที่คิดว่าเป็นพื้นที่ล่อแหลม แต่สถานการณ์ในภาพรวมยังไม่มีอะไร

เมื่อถามว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุระเบิดกับกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้เป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เป็นคนละกลุ่ม เมื่อถามต่อว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างสองกลุ่มนี้หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า วันนี้เราจับกลุ่มอิสบอเลาะห์ ชาวอิหร่าน ที่มีระเบิดไว้ในครอบครองได้แต่เราก็ต้องระวังระวังว่าจะมีเหตุอื่นๆ หรือไม่ ตนได้สั่งการให้ระมัดระวังและเน้นงานด้านตรวจคนเข้าเมือง ไม่เน้นเฉพาะสุวรรณภูมิ แต่ต้องเน้นทั้งที่ จ.เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ เพราะมีสายการบินที่มีไฟท์บินตรงจากต่างประเทศเข้ามายังสนามบินเหล่านี้ แต่เน้นพิเศษที่สนามบินสุวรรณภูมิ 

เมื่อถามว่าแสดงมีรายงานจะเกิดเหตุ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้นแต่เราต้องระมัดระวัง ไม่ประมาท เราต้องทำงานเชิงรุก เมื่อถามว่านอกจาก ถนนสุขุมวิท และ ถนนข้าวสารแล้วมีพื้นที่ใดต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษอีกหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า มี ซอยเดวิท ย่านสุขุมวิท และย่านรามคำแหง แต่ไม่ได้หมายความว่ามีสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดเหตุ แต่เราไม่ประมาท กำชับให้ตำรวจต้องตื่นตัวทำงานเชิงรุก จะตั้งรับไม่ได้ เมื่อถามว่าปัญหาขณะนี้แยกออกเป็นปัญหาใต้และการก่อการร้ายหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้นเพราะปัญหาใต้เกิดมานานแล้ว บางรัฐบาลเกิดเหตุเผาโรงเรียน 34 แห่ง

เมื่อถามต่อว่าถึงกรณีฝ่ายค้านขอเปิดประชุมร่วมตามรัฐธรรมนูญ ม.179 อภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาจังหวัดภาคใต้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ อยู่ที่ผู้มีอำนาจ เรื่องนี้มองได้สองแง่มุมคือเพื่อหาแนวทางในการแก้ไข แต่อีกมุมมองได้ว่าเป็นการกระพือสถานการณ์ การแก้ไขเราจะประชุมกันเงียบๆ จะดีกว่าหรือไม่เพราะทุกคนก็รู้และเคยเป็นรัฐบาลกันมาก่อน การที่ตนไม่ค่อยได้ลงไปพื้นที่ภาคใต้เพราะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยต้องมาคอยต้อนรับ ต้องเอาเฮลิคอปเตอร์มารับไปฟังบรรยายสรุปแล้วก็กลับ ต้องตัดสัญญาณโทรศัพท์เป็นการสร้างภาระให้เขา ตนอยู่ที่นี่ก็รับฟังข้อมูล ปัญหาภาคใต้ไม่ใช่จะแก้กันง่ายๆ พรรคประชาธิปัตย์แท้ๆ เป็นรัฐบาลมาสองปีเจ็ดเดือน ยังมีระเบิดระเบิดไม่เว้นวัน ดังนั้นจึงไม่มีใครที่จะเสนอสูตรสำเร็จได้ เมื่อถามว่าจะเชิญส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาหารือหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไปเชิญเขาก็คงไม่มา ก็เล่นการเมืองของเขาไป ตอนเป็นรัฐบาลก็เกิดเหตุเหมือนกัน

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

“มาร์ค”แนะจับตา ประชุมสภาฯ จะกลายเป็น “บิ๊กบังหน้า”


วันนี้ (4 เม.ย.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการปรองดอง ในการประชุมสภาฯ ว่า เป็นเรื่องที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกมธ.ปรองดองจะต้องตอบคำถามว่า สุดท้ายแล้วเมื่อสถาบันพระปกเกล้าเจ้าของงานวิจัยชี้แนวทางที่เหมาะสมให้ทำแล้ว ทำไมถึงไม่ยอมเดินตามแนวทางนั้น หากพล.อ.สนธิ ยืนยันว่าไม่ถอย ต้องตอบให้ได้ว่าเพราะอะไร หากยังเดินหน้าพล.อ.สนธิและรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบถึงความเสียหายที่จะตามมาทั้งหมด จะไปอ้างสถาบันพระปกเกล้าหรือคณะผู้วิจัยไม่ได้แล้ว
 “ที่พูดว่ามีการเตรียมร่างกฎหมายเอาไว้แล้ว เขียนไว้ 6 มาตรา มีคนเซ็นชื่อไว้พร้อม คงเป็นเป้าหมายสุดท้ายในการเลือกเดินหน้าของรัฐบาลนี้ เพราะสถาบันพระปกเกล้าออกมายืนยันแล้วว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ไม่ใช่แนวทางที่เขาเสนอ ที่เสนอให้นิรโทษกรรมหรือล้างคดีคตส.ก็เป็นทางเลือก ที่เขาเสนอออกมาให้ถกเถียงกันเท่านั้น ไม่ใช่เสนอให้รับไปทำต่อทันที” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าระบุว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความชอบธรรมในการออกพ.ร.บ.ปรองดองในเวลานี้แล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถูกต้อง ถ้าสภายังเขาเดินหน้าต่อโดยไม่ฟังความเห็นของสภาสถาบันพระปกเกล้า จะแสดงให้เห็นชัดเจนคือ กระบวนการที่อ้างเรื่องความปรองดองทั้งหมดในนามของรัฐบาล และกรรมาธิการนั้น ก็เป็นเรื่องการบังหน้า เป็น “บิ๊กบังหน้า” แปลว่าทั้งหมดที่รัฐบาล หรือผู้เกี่ยวข้องกำลังจะผลักดันบางสิ่งบางอย่างซึ่งเป็นความต้องการของตนเอง แล้วพยายามเอาความปรองดอง หรือเรื่องของงานวิจัยนั้นมาบังหน้า ซึ่งก็สังคมก็จะเข้าใจว่ารัฐบาลทำอะไรต่อจากนี้ไป ไม่ได้มีฐานทางวิชาการ หรืองานวิจัยรองรับ แต่เป็นความต้องการของพรรคเพื่อไทย และสภา เท่านั้นเอง

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

“อภิสิทธิ์” เตือนรมว.กห.หยุดพูด


วันนี้ (4เม.ย.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ว่า เชื่อว่ารัฐบาลรู้แล้วว่าสาเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร จึงอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรัฐบาลทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกิดจากความคิดง่ายๆ ว่าทำแล้วจะแก้ปัญหาได้เร็ว แล้วตัวเองก็จะได้ประโยชน์ทางการเมือง ส่วนที่พล.อ.อ.สุกัมพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เห็นด้วยกับการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั้น ไม่ควรพูดให้เกิดความสับสน เพราะไม่ได้เกิดความเสียหายเท่านั้น แต่กระทบกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ เพราะถ้าเขาฟังแล้วทำให้รู้สึกว่ามีการส่งสัญญาณก็มีปฏิกริยาได้ แต่คนที่รับเคราะห์ก็คือคนที่อยู่ในพื้นที่ ตนคิดว่า สิ่งใดที่ไม่ควรพูดก็ไม่ต้องพูด โดยเฉพาะการพูดถึงกลุ่มต่าง ๆ ควรให้มีความชัดเจนในข้อเท็จจริงก่อน และควรยืนยันในนโยบายหลัก ๆ เพื่อให้เกิดความสงบ จะดีที่สุด
เมื่อถามว่ามีอดีตนักการเมืองใหญ่อยู่เบื้องหลังในการเสนอเงินหลายร้อยล้านบาทให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยุติการเคลื่อนไหว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบเพราะยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่ใครก็ตามที่คิดว่าวิธีการเช่นนั้นจะแก้ปัญหาได้แสดงว่าไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง
“ผมเห็นว่าถ้ายึดตามนโยบายที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)เสนอให้ที่ประชุมสภาฯ รับทราบ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาเดินหน้าต่อไปได้ อย่าไปเที่ยวเชื่อคนที่อ้างว่าทำอะไรได้ ทำอะไรก็เป็นเรื่องพิเศษ และวิเศษ แล้วปัญหาจะหมดไป เพราะมีแต่จะทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น ที่สำคัญควรจะมอบหมายงานให้รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามถึงข้อเสนอให้ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพิ่มในบางพื้นที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเป็นการถอยหลังมากกว่า ที่ผ่านมายังไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าการเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ใดแล้วจะมีปัญหา ทั้งนี้รัฐบาลควรจะเร่งฟื้นฟูพร้อมสร้างความเชื่อมั่น มีความชัดเจนเรื่องนโยบายและให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า อยากเรียกร้องให้รัฐบาลจัดระบบการแก้ไขปัญหาดังกล่าวใหม่ โดยเฉพาะระบบการสื่อสาร เพราะการพูดถึงสถานการณ์ในภาคใต้ ทั้งจากฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ทำให้เกิดความสับสนและไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหา ส่วนที่พล.อ.อ.สุกัมพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เห็นด้วยกับการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั้น ไม่ควรพูดให้เกิดความสับสน เพราะไม่ได้เกิดความเสียหายเท่านั้น แต่กระทบกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ เพราะถ้าเขาฟังแล้วทำให้รู้สึกว่ามีการส่งสัญญาณก็มีปฏิกริยาได้ แต่คนที่รับเคราะห์ก็คือคนที่อยู่ในพื้นที่

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

“นพดล” โวย ส.ส.ปชป.ให้ข้อมูลเท็จ โต้“ทักษิณ” ไม่เคยเจรจาหัวหน้าโจร




วันนี้ ( 4 เม.ย.) นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงกรณีนายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท. ทักษิณ อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนร้ายก่อเหตุระเบิดในภาคใต้ เนื่องจากไม่พอใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไปเจรจากับหัวหน้าโจร ว่า อยากจะขอให้พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อย่าไปเชื่อตามกระแสข่าว ขอให้เชื่อในความจริง อย่าเชื่อในสิ่งที่เป็นเท็จ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนโยบายต่างๆในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และไม่ได้ไปเจรจากับหัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการต่าง ๆ ตามที่มีการนำเสนอข่าว และการก่อเหตุระเบิดไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ  เรารู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ มักจะโยนความผิดทุกอย่างในโลกนี้ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เกิดขึ้นมานาน ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือ นายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรเอาปัญหาความรุนแรงภาคใต้ มาเป็นประเด็นการเมือง และโยนบาปกันไปมา ฝ่ายค้านเองก็สามารถทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ และร่วมมือกับรัฐบาลได้ มั่นใจว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ มีข้อมูลหรือข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์นายกรัฐมนตรี ก็คงมีความยินดีที่จะรับฟังและยอมรับข้อเสนอนั้น

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

“ปู” พอใจผลสำเร็จประชุมสุอดยอดอาเซียนครั้งที่ 20


ที่ประเทศกัมพูชา วันนี้ ( 4 เม.ย.)  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 ว่า ผลการประชุมครั้งนี้เป็นไปได้อย่างดี โดยผู้นำอาเซียนทุกประเทศยอมรับข้อเสนอของไทย ที่หยิบยกเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระภูมิภาคอาเซียน เพราะการแก้ไขปัญหาให้ครบถ้วนต้องอาศัยภูมิภาค โดยรับรองปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยอาเซียนปลอดยาเสพติด ปี 2558 รวมทั้งการแก้ไขปัญหาหมอกควัน ที่ไทยได้หยิบยกขึ้นมาหารือ เพราะปัญหาดังกล่าวบางครั้งมาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย ซึ่งประเทศต่างๆ พร้อมให้ความร่วมมือประสานงานกับไทย ส่วนความร่วมมือด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะภัยพิบัติจากน้ำจะหารือกันต่อในการประชุมสุดยอดลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพการประชุมในเดือนเม.ย.นี้
 
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า และจากการติดตามความคืบหน้าการทำงานของทั้ง 3 เสาหลักของอาเซียนพบว่ามีความคืบหน้า โดยเฉพาะเสาการเมือง ที่ประเทศพม่าเพิ่งผ่านการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย หลายประเทศให้การตอบรับและพอใจกับเรื่องดังกล่าว  ดังนั้นกลุ่มประเทศอาเซียน มีความเห็นว่าควรมีแถลงการณ์ที่ชัดเจน ขอให้นานาประเทศเลิกคว่ำบาตรพม่า ขณะที่ข้อเสนอของภาคประชาสังคมและเยาวชน ผู้นำอาเซียนรับข้อเสนอที่ได้แลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำมาพัฒนาภูมิภาคอาเซียน
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 ได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงพนมเปญ โดยเครื่องบินกองทัพอากาศ เที่ยวบินพิเศษที่ RTAF 222 และถึงท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 เวลาประมาณ 17.10 น.  

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

“ปู” เผยผู้นำมาเลเซียพร้อมให้ความร่วมมือแก้ปัญหาภาคใต้



                   ที่ประเทศกัมพูชา วันนี้ ( 4 เม.ย.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำเร็จของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 20 ว่า  ตนได้ใช้โอกาสการประชุมครั้งนี้อธิบายถึงสถานการณ์ในจังหวัดภาคใต้ที่เกิดขึ้นในจ.ยะลา และอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ให้กับผู้นำอาเซียน ซึ่งผู้นำมาเลเซียมีความเข้าใจและขอบคุณประเทศไทยที่ดูแลคนของมาเลเซียที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งมาเลเซียพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการตรวจสอบการย้ายถิ่นฐานของประชาชน การเดินทางเข้า-ออก ซึ่งในระยะยาวจะต้องหารือกันเพื่อมีมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างครบวงจรต่อไป

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

“ป๋าเปรม” ขอคนไทยยึดหลักคุณธรรมแทนคุณแผ่นดิน




“ป๋าเปรม” ร่วมงานครบรอบ 12 ปี ผู้ตรวจการฯ เรียกร้องคนไทยยึดหลักคุณธรรม-จริยธรรม ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน จี้ผู้ใช้อำนาจรัฐมีมโนธรรม
วันนี้( 3 เม.ย.) ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้จัดงานสัมมนาวิชาการและบรรยายพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปีผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เดินทางมาร่วมงานพร้อมกับมอบรางวัลเกียรติยศ “คนดีแห่งแผ่นดิน” เพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่นายดุสิต นนทะนาคร อดีตประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานหอการค้าไทย คนที่ 21 และนายชาญชัย จารุวัสตร์ อดีตกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี)  ซึ่งบุคคลทั้งสองมีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับจากสาธารณชน พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการเพื่อสร้างความโปร่งใสและต่อต้านคอร์รัปชันมายาวนานและเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม

ทั้งนี้ พล.อ.เปรม ได้กล่าวบรรยายพิเศษมีใจความตอนหนึ่งว่า ตนมีความคิดเห็นว่าหากมีการพูดถึงเรื่องจริยธรรมแล้ว ต้องพูดถึงเรื่องคุณธรรมด้วย เพราะถ้าพูดสองคำไปพร้อมๆกันจะทำให้มีความสมบูรณ์ของความหมาย ที่ผ่านมาตนพูดเสมอว่าเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งตนเป็นคนคิดเองและมาพูดในที่สาธารณะมา 23 ปี อีกทั้งวันนี้ก็ยังชอบพูดประโยชน์นี้อยู่มากๆ แต่คิดว่าไม่ค่อยมีคนชอบฟังมากเท่าไหร่ คำว่าการเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดินนั้นอธิบายได้สองวิธี คือแบบสั้นหมายความว่าคิดทำความดี เพื่อให้แผ่นดินมีความสงบ คนในแผ่นดินมีความสุข ช่วยกันสร้างคนดีในแผ่นดิน อีกทั้งไม่ทำให้แผ่นดินมีปัญหา ไม่ทำให้คนในแผ่นดินเดือดร้อน ซึ่งเฉพาะคนดีเท่านั้นถึงจะทำได้ คนไม่ดีทำไม่ได้ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ทำยากมาก แต่ก็ทำได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยากกว่านั้นคือการรักษาความดีให้คงอยู่กับผู้ทำตลอดไปจนกระทั่งตาย มีหลายคนในประเทศของเราเคยทำความดีให้ปรากฏจนกระทั่งได้รับการยกย่องสรรเสริญได้รับความศรัทธา แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถรักษาความดีที่ตนทำไว้ได้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก

พล.อ.เปรม กล่าวต่อว่า สำหรับการอธิบายแบบยาวนั้น 1.ต้องมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่ 2.ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ จงรักภักดี 3.ผู้บังคับบัญชาต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา มีความเมตตา เป็นคนไทยต้องมีความเป็นไทย มีความเป็นธรรม เป็นนายคนต้องมีแต่ให้ จะรับได้อย่างเดียวคือรับความทุกข์ ความลำบากยากเข็ญของคนอื่นนำมาพิจารณาแก้ไข เหมือนอย่างที่ผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 คนกำลังดำเนินการอยู่ 4. ปัญหาชาติบ้านเมืองที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดคือความยากจน เพราะฉะนั้นเราต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน หาทางขจัดความยากจนในแผ่นดินของเรา 5.เราต้องยึดถือและปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 6.ภาครัฐ เอกชน หรือภาคไหนๆ ต้องทำงานให้คุ้มค่า คุ้มเวลา คุ้มความเป็นคน ที่น่าจะเข้าใจได้ง่ายว่าเกิดมาเป็นคนต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ตนใช้วิธีทำงานต้องยึดถือ 3 อย่างคือ สะดวก เรียบง่าย ประหยัด ถ้าทุกคนนำไปใช้ก็คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์ 7.ต้องดำรงวัฒนธรรมไทย เช่นการละเล่นท้องถิ่นภาคต่างๆ  การพูดภาษาท้องถิ่น ไม่ควรจะลอกเรียนฝรั่งจนไม่เหลือความเป็นไทยก็น่าเสียดายความเป็นไทย 8 .ผู้ใหญ่ต้องถือว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะดูแลยุวชนและเยาวชน เพราะความสำคัญของเด็กเป็นความสำคัญของชาติบ้านเมือง ต้องถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราต้องรับผิดชอบดูแลให้เด็กเติบโตมาเป็นคนดีของชาติบ้านเมืองให้ได้ 9. ศ.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องภาษาไทย ได้ให้คำชี้แจงกับตนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งหมายถึงความดีที่มีอยู่ในใจของตน ทำให้ผู้มีคุณธรรมประพฤติดี ปฏิบัติดี คุณธรรมเป็นธรรมะที่ควบคุมจิตใจของคนให้คิดให้พูดในสิ่งที่เป็นคุณ โดยเฉพาะเป็นผลดีต่อผู้อื่น คุณธรรมเป็นความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นเอง หรือเกิดจากการอบรมสั่งสอน ที่เมื่อยึดมั่นเป็นคุณธรรมฝั่งในจิตใจ คนดีมีคุณธรรมจะต้องซื่อสัตย์ สุจริต คิดดี ทำดี พูดดี คิดตรง ทำตรง พูดตรง มีเมตตาช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่คดโกงแม้ว่าไม่มีผู้รู้เห็น จะไม่เอารัดเอาเปรียบ ข่มแหงผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ทุจริต ส่วนเรื่องจริยธรรม หมายถึงความประพฤติทางกายและวาจาที่แสดงออกถึงธรรมะที่อยู่ในใจ จริยธรรมหมายถึงการปฏิบัติในทางดีควบคู่กับคำว่าศีลธรรมที่มีการชี้แจงชัดเจน จริยธรรมบังคับได้แต่กายวาจา บังคับใจไม่ได้ ส่วนคุณธรรมบังคับใจ ความดีที่มีอยู่ในใจ คุณธรรมคือเรื่องของใจ จริยธรรมเรื่องของกายและวาจา

“ผมได้อ่านประมวลจริยธรรม เช่นของส.ส. ส.ว. ซึ่งเป็นเรื่องดีมากและเป็นประโยชน์มาก หากรวมคุณธรรมเข้าไปด้วย ผมสังเกตว่าในประมวลจริยธรรมหากไม่ปฏิบัติก็ไม่มีบทลงโทษ เพราะฉะนั้นคิดว่าจะตัดสินได้อย่างไร ซึ่งก็ต้องใช้มโนธรรมและกติกาในใจของตนเองเป็นมาตรการในการตัดสิน มโนธรรมคือการรู้สึกผิดชอบชั่วดี แยกความดีจากความชั่วได้ อย่างไรก็ตามผมขอพูดนอกเรื่องว่า ผมเชื่อมั่นว่าชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครมีสิทธิยึดถือเป็นของตนเองได้ เชื่อว่าพระสยามเทวาธิราชมีจริง จะปกป้องคนดีและสาปแช่งคนไม่ดี สาปแช่งคนทรยศต่อชาติบ้านเมืองให้พินาศ ผมเชื่ออย่างนั้น ผู้มีเกียรติจะเชื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคุณธรรมจริยธรรมของแต่ละคน” พล.อ.เปรม กล่าว

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th