วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

"ป๋าเปรม"เงียบไม่ตอบคุย"แม้ว"สร้างปรองดอง


วันนี้(5 เม.ย.) ที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานในพิธีปิด "โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้" รุ่นที่ 17  โดยมีพล.อ.สุรยุทธ์  จุ ลานนท์ องคมนตรี และผู้แทนเหล่าทัพเข้าร่วมพิธี  สำหรับโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ครั้งนี้มีเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลามจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 239 คนเข้าร่วมโครงการ
ทั้งนี้ พล.อ.เปรม กล่าวให้โอวาทแก่เยาวชนตอนหนึ่งว่า  ได้ทราบเหตุการณ์ระเบิดที่ จ.ยะลาและ จ.นราธิวาส แล้วรู้สึกงง และประหลาดใจว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นได้อย่างไรเพราะไม่น่าจะเกิดขึ้น ไม่เชื่อว่าจะเกิดแต่ก็เกิดขึ้นเมื่อ 5 วันที่แล้ว แต่ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นขอยืนยันว่า โครงการนี้จะดำเนินต่อไป ตนและ พล.อ.สุรยุทธ์จะอยู่เป็นคนสุดท้ายที่จะดำเนินโครงการนี้ ซึ่งเราทุกคนที่ทำโครงการนี้มีความมุ่งมั่นและจะไม่หยุดยั้ง โดยเราทำเพื่อเด็กๆ เราปรารถนาดีต่อเด็กๆและจะทำต่อไปจนกว่าผู้ปกครองของเด็กและเด็กๆบอกว่า หยุดเถอะ เมื่อนั้นเราถึงจะหยุด เราทำโครงการนี้ด้วยความปรารถนาดีและรักต่อเด็กๆ และเราก็ภูมิใจมากที่ได้ทำตรงนี้ มีกำลังใจที่จะทำงานต่อไป
หลังจากเสร็จผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พล.อ.เปรม เกี่ยวกับแนวทางการปรองดองของรัฐบาล แต่พล.อ.เปรม เพียงแต่ยิ้ม ไม่ยอมตอบคำถามแต่อย่างใด และเมื่อถามถึงกรณีที่พล.ต.สนั่น  ขจรประศาสตร์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา เสนอให้พล.อ.เปรม พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อสร้างควมปรองดอง  พล.อ.เปรม กล่าวเพียงสั้นๆว่า “ต้องไปถามคนที่พูด” เมื่อถามว่า ตัวของท่านไม่ใช่คู่ขัดแย้งจึงไม่จำเป็นต้องพูดคุยใช่หรือไม่ พล.อ.เปรม กล่าวว่า “ผมไม่ได้พูด สื่อพูดเอง” เมื่อถามว่า รู้สึกเหนื่อยใจหรือไม่ที่ถูกกล่าวพาดพิงบ่อยครั้ง พล.อ.เปรม กล่าวว่า “สบายดี”จากนั้นผู้สื่อข่าวพยายามถามพล.อ.เปรม อย่างต่อเนื่อง แต่พล.อ.เปรม ไม่ได้ตอบคำถามอีก ก่อนที่จะเดินกลับเข้าบ้านพักรับรองไป

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

มท.1 ขู่เด้งผู้ว่าฯไม่รับโทรศัพท์


วันนี้ (4 เม.ย.) นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกระทรวงมหาดไทยผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียมหรือระบบวีดิโอคอนเฟรอ์เรนซ์ ร่วมกับผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ โดย พล.ต.ท.ฉลอง สมใจ ผู้ช่วย รมว.มหาดไทย กล่าวในที่ประชุมถึงเหตุระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีก รวมทั้งต้องทบทวน และซ้อมแผนป้องกันให้ดี เพราะเกิดเหตุร้ายขึ้นได้ในทุกจังหวัด ทั้งนี้ ในส่วนของกล้องโทรทัศน์วงจรปิดหรือซีซีทีวี จะต้องเป็นแบบนาทีต่อนาที ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าภาพในการดูแลมีเยอะมากแต่กลับไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนรถที่ใช้ก่อเหตุคาร์บอมบ์ก็เป็นที่รถที่คนร้ายขโมยมา ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรู้ข้อมูลมากกว่าใคร รวมทั้งรู้ภาษากายคนร้ายด้วย ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเป็นฝ่ายเฝ้าดูแล

พล.ต.ท.ฉลอง กล่าวว่า นอกจากนี้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จำเป็นต้องเป็นตั้งศูนย์ปฏิบัติการขึ้นมาดูแลเหตุตลอด ชั่วโมง รวมทั้งต้องมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ขณะนี้ที่ผู้ว่าฯ ต้องสนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ หากเห็นอะไรที่ผิดสังเกตต้องเข้าชาร์จทันที หากปล่อยไว้จะเกิดเหตุอีก เพราะขนาด อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นเซฟตี้โซนยังเกิดเหตุระบิดได้ ดังนั้นต้องรีบดำเนินการ ทั้งนี้ตนเป็นห่วงศาลากลางในทุกจังหวัด เพราะเป็นที่ทำงานเจ้าเมือง หากเกิดเหตุระบิดอีกเท่ากับว่าเราหมด ไม่มีอำนาจอะไรเหลือ

ขณะที่นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายการประสานงานในพื้นที่ภาคใต้ ได้พูดคุยกับผู้นำด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ทราบว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความหย่อนยานของเจ้าหน้าที่ในโรงแรมที่ไม่ยอมแลกบัตร ดังนั้นผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดโดยเฉพาะ  จังหวัดภาคใต้ควรใช้บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดให้เป็นประโยชน์ เพื่อจะได้ใช้ตรวจสอบบุคคลได้ นอกจากนี้ควรกำชับให้สถานบริการดูแลบุคคลที่เข้า – ออกอย่างเข้มงวด

ด้านนายยงยุทธ กล่าวอีกด้วยว่าขณะนี้โทรศัพท์ติดต่อผู้ว่าฯ ไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะเวลาที่มีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการสอบถาม โดยบางครั้งนายกฯ ทราบเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ก่อน ขณะที่ตนยังไม่รู้เรื่องซึ่งเป็นเรื่องขายหน้า ดังนั้นผู้ว่าฯ ต้องรายงานทันที เช่น เรื่องม็อบในแต่ละพื้นที่ หากผู้ว่าฯ แก้ไขโดยใช้กฎหมาย อาจจะถูกประชาชนไล่บ้าง แต่ถ้าไม่จัดการม็อบด้วยกฎหมาย ก็อาจจะถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจฯ ได้

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

สภาพิจารณาร่างรายงานกมธ.ปรองดองแล้ว


วันนี้ (4 เม.ย.)ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญนิติบัญัติ มีนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนฯคนที่หนึ่ง เป็นประธานประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องที่กรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาเสร็จแล้ว เรื่องรับทราบ รายงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยทันทีที่เข้าวาระ นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ พยายามชิงขอหารือที่ประชุม แต่นายเจริญก็ตัดหน้าด้วยการแจ้งระเบียบวาระดังกล่าวก่อนที่ นพ.สุกิจจะได้หารือ โดยได้ติงถึงเกณฑ์การบรรจุวาระประชุมว่า กมธ.ชุดใดเสนอเรื่องมาก่อนก็ควรได้รับการบรรจุก่อน แต่ตามระเบียบวาระดังกล่าวกลับได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระก่อน 
นายเจริญชี้แจงเพียงว่าตามข้อบังคับการบรรจุระเบียบวาระเป็นอำนาจและดุลพินิจของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ทำให้ นพ.สุกิจกล่าวว่า  ฟังชี้แจงแล้วไม่ได้รับคำตอบ หรือคิดว่าถ้าเป็นประโยชน์กับรัฐบาลหรือใครบางคนก็บรรจุก่อนอย่างนั้นหรือ จากนั้นนายเจริญตัดบทพิจารณาต่อโดยแจ้งมีการถ่ายทอดช่อง 11 และวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยตลอดการอภิปรายจนจบวาระ ด้านนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน แจ้งวิธีการอภิปรายของฝ่ายค้านโดยจะใช้วิธีการยกมือ
จากนั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ในฐานะประธาน กมธ. ได้นำเสนอรายงานดังกล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบ ความรุนแรงในประเทศอันนำมาสู่ความสูญเสียอย่างประมาณค่ามิได้ ทำให้สังคมไทยที่เคยมีแต่ความรักสามัคคี มีคุณธรรม กลายเป็นสังคมที่มีแต่การเอาชนะ ความหวาดระแวง กระทบเศรษฐกิจ เป็นภยันอันตรายต่อความเป็นชาติ เพราะปัญหาร้าวลึกมานานยากที่หน่วยงานใดจะแก้โดยลำพังได้ ด้วยเป็นปัญหาความขัดแย้งทางความคิด ทั้งนี้จากการศึกษาของกมธ.พบว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายต่อประเทศในขั้นสูงสุด ทำให้ประเทศขาดความมั่นคง จำเป็นที่ประเทศไทยต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดองให้เร็วที่สุด ปัจจัยสำคัญที่นำพาชาติก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ไปสู่การปรองดอง คือการใช้หลักเมตตาธรรม ให้อภัยซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานหลักนิติธรรม ด้วยการคืนความถูกต้องชอบธรรมให้ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ตามที่นานาประเทศใช้เป็นเครื่องมือยุติความขัดแย้ง จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายและเป็นหนทางสู่ความปรองดองในที่สุด
“กมธ.เรียกร้องให้ทุกฝ่ายสร้างบรรยากาศปรองดอง ระมัดระวังไม่กระทำการใดๆที่กระทบกระเทือนปรองดองประเทศ ทุกฝ่ายต้องอยู่ในกรอบวันติวิธี เคารพความเห็นต่างๆ การสร้างความปรองดองจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อให้สังคมไทยกลับคืนสู่ความสงบ รู้รักสามัคคี เมตตาธรรม และพร้อมให้อภัยซึ่งกันและกัน เพื่อความผาสุกความเจริญของชาติต่อไป โดยกมธ.ได้พิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว จึงเสนอให้สภาฯพิจารณา โดยมุ่งหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสภาช่วยหาแนวทางสร้างความปรองดอง เพื่อเสนอเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองต่อไป”พล.อ.สนธิกล่าว


แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th
 

“บิ๊กอ็อด” ยืนยันต้องจัด “เซฟตี้โซน” พื้นที่เสี่ยงใต้


ที่รัฐสภา วันนี้(5เม.ย.) พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมภายหลังการชี้แจงกระทู้ถามในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงมาตรการและการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ว่า จะนำการจัดตั้งเซฟตี้โซนมาใช้ในพื้นที่อีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้าที่ทำมาแล้วก็ผ่อนผันไป เนื่องจากประชาชนร้องขอเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยว การค้าและการเข้าออกในพื้นที่ แต่ตอนนี้หากไม่ทำคงไม่ได้แล้วเนื่องจากเจ้าหน้าที่เกรงว่าจะมีอันตราย แต่จะจัดพื้นที่เซฟตี้โซนได้ต้องหารือกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสียก่อน อย่างไรก็ตามคงต้องมีความเข้มข้นในการป้องกันพื้นที่ๆเกรงว่าจะเป็นอันตราย โดยเฉพาะเขตชุมชน อย่างเช่น จ.ยะลา จะเสนอรูปแบบจัดเซฟตี้โซนให้ประชาชนได้เห็นว่าจะใช้แบบไหนดี ทั้งนี้ยังไม่ถึงขั้นประกาศเคอร์ฟิวแต่การตรวจค้นจะเข้มข้นเพื่อรักษาชีวิตของประชาชน ดังนั้นประชาชนจะต้องอดทนและเสียเวลานิดหน่อย เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม            
เมื่อถามว่าหน่วยงานข่าวกรองได้รายงานมาให้ทราบหรือยังถึงการก่อเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่มี แต่ก็เริ่มมีข่าวว่าต้องมีความระมัดระวังในช่วงต่อไปนี้มากขึ้น และต้องมองในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ ได้แจ้งเตือนไปยังจังหวัดที่มีชื่อในงานข่าวไปแล้ว รายละเอียดที่เหลือพูดไม่ได้
 พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้มีการเยียวยาแก่บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำจากเจ้าหน้าที่นั้น รัฐก็จะ ให้การเยียวยาแต่บุคคลที่ได้รับการกระทำจากผู้ก่อความรุนแรงแบบนี้ จะรวบรวมข้อมูลเสนอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยพิจารณาต่อไป         
เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวออกมาว่าเหตุการณ์ที่โรงแรมลีการ์เด้นไม่ได้เกิดจากระเบิด เพราะไม่เจอสะเก็ดระเบิดนั้น พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเป็นระเบิด ผู้ก่อความรุนแรงวางระเบิดตรงกลางรถ ทำให้เกิดเป็นหลุมขึ้นมา หน้ารถก็ตกลงหลุมไปอีกชั้นหนึ่ง โดยครั้งนี้ไม่ได้มีการวางระเบิดไว้ท้ายรถยนต์เหมือนทุกครั้ง แต่วางไว้บนเบาะนั่ง
เมื่อถามว่ารัฐบาลมีแนวทางสานต่อแนวความคิดของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่อยากให้ขยายโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” อย่างไร พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า เป็นโครงการที่ดี ตนเคยพบกับท่านและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทุกทาง จะทำให้เด็กใหม่ๆ เข้าใจสภาพของความเป็นไทย เด็กจะได้รับการแลกเปลี่ยนและทำให้มีความเข้าใจที่ดี คนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้จะมีประโยชน์มากในอนาคต

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th
 

นักบินออสซี่ช็อก! งูโผล่ในห้องนักบิน


วันนี้ ( 5 เม.ย. ) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียว่า นักบินชาวออสเตรเลียรายหนึ่งตกใจกลัวสุดขีด เมื่อพบงูตัวหนึ่งอยู่ในห้องนักบิน ทำให้เขาต้องขอนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินทันที  เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
 
ขณะที่ นายบราเดน เบลนเนอร์ฮัสเซ็ท กัปตันของสายบิน แอร์ ฟรอนเทียร์ กำลังอยู่ระหว่างควบคุมเที่ยวบินขนส่งสินค้า จากเมืองดาร์วิน ไปยังเมืองเพพพิเมนาร์ติ ทางตอนเหนือของดินแดนนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี งูตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากแผงควบคุมการบินที่อยู่ตรงหน้า แล้วค่อยๆเลื้อยลงมาตามขาของเขา ทำให้เขารู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก แต่ก็พยายามควบคุมสติ ติดต่อหอบังคับการบิน ขอเพื่อนำเครื่องกลับไปลงจอดยังสนามบินดาร์วินได้อย่างปลอดภัย
 
ด้านนาย เจฟฟรีย์ ฮันท์ ประธานกรรมการบริหารของสายการบิน แอร์ ฟรอนเทียร์ ออกมากล่าวชื่นชมนายเบลนเนอร์ฮัสเซ็ท ที่จัดการกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นักบินประสบปัญหาเล็กน้อยในการติดต่อกับหอบังคับการบิน เนื่องจากงูตัวดังกล่าวโผล่ศีรษะออกมาตรงปุ่มส่งสัญญาณ ที่ใช้สำหรับติดต่อสื่อสารพอดี
ทั้งนี้ หลังเครื่องบินลงจอด ทางสายการบินเตรียมเจ้าหน้าที่รอจับงูไว้แล้ว แต่หากยังไม่สามารถหาพบ อาจจะต้องใช้หนูเป็นๆ เพื่อล่อให้มันออกมา

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

วมคำสั่งแต่งตั้ง ระดับ สว.- รอง ผบก. ประจำปี 2554


คลิกดูรายละเอียด

แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th

เจออีกแล้ว..ถนนทรุด ตรงข้ามโรงพยาบาลเจริญกรุงฯ


วันนี้ ( 5 เม.ย.) นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินทางมาตรวจสอบถนนเจริญกรุงบริเวณหน้าโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เขตบางคอแหลม ซึ่งได้เกิดการทรุดตัว และลาดเอียงลง โดยกล่าวภายหลังการตรวจสอบว่า เมื่อได้รับแจ้งว่าถนนเกิดการทรุดตัว ทางเจ้าหน้าที่สำนักการโยธา (สนย.) ได้นำเครื่องตรวจสภาพใต้พื้นดิน (GPR) ซึ่งพบโพรงอยู่ใต้ดิน และจากการเปิดฝ่าท่อระบายน้ำก็พบว่าท่อระบายน้ำใต้ดินไม่เชื่อมต่อกัน อยู่ในลักษณะเกยกัน จึงทำให้เกิดโพรงขนาด 50 เซนติเมตร ซึ่งทำให้ถนนทรุดตัวในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากจุดนี้เป็นถนนเสริมเหล็ก จึงไม่เกิดการทรุดลงมาอย่างถนนพระราม 4 นอกจากนี้ปลายสุดของถนนเจริญกรุงเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมีความเป็นไปได้ว่าน้ำอาจจะกัดเซาะ ดึงทรายให้ไหลลงไป อีกทั้งถนนเส้นนี้มีการก่อสร้างมานาน จึงต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
สำหรับการซ่อมแซมนั้นในเบื้องต้นจะปิดล้อมพื้นที่ ไม่ให้น้ำหนักที่รถยนต์วิ่งผ่าน กระทบกับส่วนที่ทรุดตัว และหลังจากนั้นจะนำเครื่องมือหนักมาเปิดผิวจราจร เพื่อทำการซ่อมแซมท่อให้เชื่อมต่อกัน คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน อย่างไรก็ตามกทม.ยังคงสำรวจพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเพิ่มเติม
แหล่งข่าวจาก สนย. เปิดเผยว่า สนย.ได้มีการสำรวจถนนที่มีความเสี่ยงทรุดตัว อย่างถนนที่มีการก่อสร้างมานาน อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีรอยแตกร้าว จำนวน 20 สาย อาทิ ถนนพระราม 3 ถนนพระราม 4 ถนนพระราม 6 ถนนสาทร ถนนนราธิวาส เป็นต้น ซึ่งในระยะแรกจะมีการนำเครื่อง GPR สแกนใต้พื้นดินว่าเกิดโพรงจุดใดบ้าง และจะรีบซ่อมแซมทันที ไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก จากนั้นจะตรวจสอบถนนสายอื่นเพิ่มเติมอีก
ด้านพญ.สาวิตรี สุวิกรม เจ้าของคลินิกเวชกรรมแพทย์สาวิตรี กล่าวว่า ตนเป็นผู้แจ้งไปยังสำนักงานเขตว่าถนนหน้าคลินิกเกิดการทรุดตัว ซึ่งเป็นมานานแล้ว โดยทางเท้าหน้าคลินิกได้เกิดการทรุดตัวเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเห็นได้ชัดเมื่อปีที่แล้ว ตนได้แจ้งไปยังสำนักงานเขต 3 ครั้ง และทางเขตได้เข้ามาซ่อมแซมให้ 2 ครั้ง ล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว เจ้าหน้าที่จากเขตฯ ได้เข้ามาตรวจสอบและพบว่ามีโพรง จึงได้เปิดถนนบางส่วนแล้วนำหินคลุกและทรายมาเท ก่อนจะเทคอนกรีตทับ เพื่อซ่อมแซมให้ใช้สัญจรได้ อย่างไรก็ตาม ภายในบ้านก็เริ่มมีการทรุด โดยพบว่าพนังมีรอยแตกร้าว และพื้นเริ่มเทเอียง ตนจึงไม่แน่ใจว่าเกิดจากเหตุดังกล่าวด้วยหรือไม่


แหล่งที่มา : www.dailynews.co.th