วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เด้ง"ผู้การแต้ม"เข้ากรุเซ่นม็อบล้อมสภา





เด้ง "วิชัย สังข์ประไพ" เข้ากรุเซ่นม็อบล้อมสภา เจ้าตัวรับสภาพบอกทุกอย่างเป็นสัจธรรม
เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 2 มิ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.) เดินทางมามอบนโยบายให้กับข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบช.น. ผู้บังคับการ และผู้กำกับการ ทุกโรงพักในเขตพื้นที่นครบาล ภายหลัง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งแต่งตั้งให้มาปฏิบัติหน้าที่แทน พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. ซึ่งถูกโยกย้ายให้ไปช่วยราชการสำนักงาน ผบ.ตร. เป็นเวลา 30 วัน

พล.ต.ต.คำรณวิทย์ เปิดเผยว่า ไม่รู้สึกกังวลหรือหนักใจที่ต้องมาปฏิบัติหน้าที่แทนในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองในการคัดค้าน พ.ร.บ. ปรองดอง เนื่องจากที่ผ่านมา พล.ต.ท.วินัย ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีอยู่แล้วทุกอย่างเป็นไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แม้จะมารักษาราชการแทนเพียง 30 วัน แต่ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจใด ๆ ทั้งสิ้น ในส่วนของสำนักงาน พล.ต.ท.วินัย ก็ทำงานกันตามปกติ ตนจะใช้ห้องประชุมปารุสกวัน 2 เป็นสถานที่ในการทำงาน ส่วนการดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ เบื้องต้นจะใช้แผนในการปฏิบัติเดิมที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลกำหนดไว้ โดยจะเน้นการเจรจากับผู้ชุมนุมเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ได้เซ็นหนังสือคำสั่งที่ 313/2555 ให้ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบช.น. ดูแลงานด้านยาเสพติดไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากหน้าที่ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลา 30 วัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. เป็นต้นไป ซึ่งคำสั่งโยกย้ายครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง พล.ต.ท.วินัย เพิ่งถูกสั่งโยกในลักษณะเดียวกันเพียง 1 วัน โดยคาดว่าเป็นผลพ่วงมาจากการควบคุมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ล้อมสภาจนบรรดา ส.ส.ไม่สามารถเข้าประชุมได้

ด้าน พล.ต.ต.วิชัย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ ว่า รับทราบคำสั่งแล้ว ถือว่าพักผ่อน ทุกอย่างเป็นสัจธรรม.

โจรสาวสุดแสบแอบฉกกระเป๋าเมียที่ปรึกษา มท.2





โจรสาวสุดแสบดอดฉกกระเป๋าเมียที่ปรึกษา มท.2 ถึงล็อกเกอร์โยคะดัง รูดทองนับแสน
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 2 พ.ค.น.ส.ศิวพลอย เลิศหมู่มงคล อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 159/427 คอมมอนเวลคอนโด แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด ภรรยาของ นายสุชาติ ไตรแสงรุจิระ อายุ 50 ที่ปรึกษานายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.เมธี คำวิมล รอง ผกก.สส.สน.บางยี่ขัน ว่าถูกลักทรัพย์ขณะที่เข้ามาใช้บริการเล่นโยคะที่แอ๊บเซอลูทโยคะ ชั้น 14 อาคารบี ทาวเวอร์ ห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า

น.ส.ศิวพลอย ให้การว่า เล่นโยคะมาหลายปีแล้วโดยช่วงเวลา13.00 น.ได้เข้ามาเล่นโยคะ เมื่อเดินเข้ามาทาทางพนักงานก็ได้ให้กุญแจล็อกเกอร์หมายเลข 62 จากนั้นได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อมาเล่นโยคะและนำกระเป๋าถือแบบผู้หญิงวางไว้ด้านในซึ่งภายในมีประเป๋าสตางค์ 2 ใบโดยใบแรกเป็นแบบพับภายในบัตรเดบิตของธนาคารกรุงไทย บัตรประชาชน และบัตรสำคัญอื่น ส่วนอีกใบเป็นกระเป๋าแบบซิบภายในมีเงินประมาณ 1 หมื่นบาท แต่ไม่ได้ล็อคกุญแจเพราะคิดว่าตู้ล็อกเกอร์นั้นอยู่ใกล้กับพนักงานตอนรับและเล่นที่นี้มานานซึ่งก็ไม่เคยล็อก


ผู้เสียหาย ให้การต่อว่า จากนั้นไปเล่นโยคะเหมือนทุกวัน เวลาประมาณ 16.00 น. จึงเดินกลับเข้ามาเพื่ออาบน้ำ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็เดินมาที่ตู้ล็อกเกอร์เพื่อที่จะนำเงินไปชำระ กลับพบว่ากระเป๋าหายไป จึงรีบโทรไปอายัดบัตรทั้งหมดไว้ ซึ่งทางพนักงานของทางธนาคารแจ้งว่าบัตรมีการชำระทองคำที่ร้านทองภายในห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้าถึง 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันรวมเป็นเงิน 127,000 บาท จึงรีบแจ้งความดังกล่าว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ประสานขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของทางห้างและร้านทอง พบเบาะแสคนร้ายเป็นหญิงรูปร่างสูงใหญ่ใส่ชุดแซกสีน้ำเงิน สวมแว่นกันแดด สะพายกระเป๋าใบใหญ่สีเหลือง ใส่วิกผมยาวสวมหน้ากากอนามัยและเดินคุยโทรศัพท์ ก่อนเข้าร้านทองจึงถอดหน้ากากอนามัยออก จากนั้นนำบัตรเดบิตและบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปยื่นซื้อทองดังกล่าว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนติดตามคนร้ายรานนี้มาดำเนินคดีต่อไป

"เพื่อไทย"ประชุมพรรคล่าชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ




โฆษกพรรคแจง การรับคำร้องไว้พิจารณาเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เพราะผู้ที่ดำเนินการยื่นเรื่องคือพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องดังกล่าวต้องให้อัยการสูงสุดดำเนินการพิจารณาก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (3 มิ.ย.) ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับ 5 คำร้องเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาทำให้ต้องชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ในวันที่ 5 มิ.ย.ออกไปก่อนนั้น จะส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยหรือไม่ว่า  พรรคเพื่อไทยไม่มีความผิด เพราะการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก รับคำร้องไว้พิจารณานั้นเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 อย่างชัดเจน  เพราะผู้ที่ดำเนินการยื่นเรื่องคือพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องดังกล่าวต้องให้อัยการสูงสุดดำเนินการพิจารณาก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงรัฐธรรมนูญ ส่วนที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก รับคำร้องไว้พิจารณานั้นเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 อย่างชัดเจน  เพราะผู้ที่ดำเนินการยื่นเรื่องคือพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องดังกล่าวต้องให้อัยการสูงสุดดำเนินการพิจารณาก่อนส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

ทั้งนี้การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงมีกรณีเดียวคือถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ที่อาจยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติของกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้นการที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับมีมติรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา ดังนั้นอาจเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และอาจจะถูกถอดถอนได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าขณะนี้มีนักวิชาการกำลังดำเนินการล่ารายชื่อแล้ว เนื่องจากเห็นว่าการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เข้าข่ายขัดกฎหมาย

ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เตรียมดำเนินการล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้จะต้องดำเนินการตรวจสอบ เพราะส่วนตัวเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะน่าดำเนินการผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญเอง ส่วนท่าทีของพรรคเพื่อไทยนั้น ทางพรรคจะมีการประชุมพรรคในวันที่ 5 มิ.ย.นี้  คาดว่าจะมีการหารือถึงเรื่องดังกล่าวด้วย เนื่องจากทีมกฎหมายของพรรคระว่ากรณีดังกล่าวนี้ผิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน และน่าจะเป็นตุลาการภิวัฒน์อีกครั้ง.

“จาตุรนต์” ฉะรัฐประหารโดยตุลาการภิวัฒน์





หนุนปลุกมวลชนต้าน แนะสภาเดินหน้าเปิดประชุม ลงมติแก้ รธน.วาระ 3
ที่โรงแรมอมารี เอเทรียม เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 3 มิ.ย. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงว่า ท่ามกลางข่าวลือกองทัพจะก่อการรัฐประหารนั้น ขณะนี้ไม่จำเป็น เพราะจริงๆ แล้วเกิดการรัฐประหารโดยตุลาการภิวัฒน์แล้ว โดยเป็นการเล่นกลทางภาษาไทยอย่างพิสดารมาหักล้างหลักการใหญ่ของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นใครที่คิดต่อต้านควรกระทำได้แล้ว ที่พูดเช่นนี้เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเกิดการรวมตัวของกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองเป้าหมายล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงถึงกติกาบ้านเมืองหรือข้อบังคับใดๆ ขณะเดียวกันก็มีความร่วมมือกันของฝ่ายตุลาการเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพียงแต่ครั้งนี้จะมีผลกระทบมากกว่า เพราะตุลาการภิวัฒน์จะเปลี่ยนแปลงเนื้อหารัฐธรรมนูญ สกัดกั้นประชาชนที่จะเข้าชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยผ่านกลไกรัฐสภาในอนาคต ปิดช่องทางทางสังคมที่จะแก้ไขปัญหาความแตกแยกโดยกระบวนการตามวิถีประชาธิปไตย


นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไต่สวน และมีคำสั่งชะลอเรียกประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติร่างรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เสียเอง ทั้งเรื่องขั้นตอนที่ให้อัยการสูงสุดต้องส่งคำร้อง และเรื่องของการรองรับอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติในการออกข้อกฎหมายและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจแม้แต่วินิจฉัย เว้นแต่กรณีที่เป็นพระราชบัญญัติ นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเท่ากับเป็นการยึดอำนาจไปจากประชาชน


“ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ ล้มกระบวนการเช่นนี้ เท่ากับผลักประเทศเข้าสู่วิกฤตครั้งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ล่อแหลมสู่การเผชิญหน้า ผมเสนอว่าวิธีการคัดค้านเฉพาะหน้าสิ่งแรก รัฐสภาต้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผลผูกพันองค์กรอื่น ดังนั้นต้องเดินหน้าเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติในวาระ 3 และ ส.ส.ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรวมถึงองค์กรที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจง ควรปฏิเสธคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญด้วย และผมเห็นด้วยที่ประชาชนจะเข้าชื่อยื่นถอดถอนตุลาการ เนื่องจากกระทำการขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง” นายจาตุรนต์ กล่าว


เมื่อถามว่าหากในกรณีที่ประธานรัฐสภาเรียกประชุมลงมติวาระ 3 แต่ ส.ส.กลัวความผิด ไม่กล้าเข้าประชุมลงมติ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ก็อาจเป็นไปได้ที่ ส.ส.บางคนเกิดความกลัวอำนาจศาล แต่ที่ทำอยู่นี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจลงโทษใคร แต่ถ้าสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างประชาธิปไตย และลงโทษสั่งยุบพรรค ถ้าทำอย่างนั้นก็ไปกันใหญ่ แสดงว่าเราอยู่ภายใต้ความกลัวของอำนาจที่มิชอบ


ผู้สื่อข่าวถามว่าได้รับสิทธิทางการเมืองคืนแล้ว จะร่วมลงชื่อถอดถอนด้วยหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการมายุยง ส่งเสริมและปลุกระดมมวลชนเพื่อให้ไปดำเนินการใช้สิทธิ ส่วนตัวจะลงชื่อด้วยหรือไม่ขอดูก่อน เพราะเกรงว่าจะถูกนำไปบิดเบือน  อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความพยายามที่จะยึดอำนาจของประชาชนจากชนชั้นกลาง เพียงเพราะต้องการรักษาอำนาจในมือของตัวเองซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศเอาไว้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พยายามปรองดองและเป็นความเห็นแก่ตัวของกลุ่มคนเหล่านี้

"วสันต์" ปัดรับงาน-ยันรับพิจารณาร่าง "รธน." ตามอำนาจ





“วสันต์” ระบุตุลาการศาลรธน. รับพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ขณะที่“บุญส่ง” ท้ายื่นถอดถอนทำได้ ถือเป็นสิทธิ์
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับ 5 คำร้องกรณีขอให้วินิจฉัยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 อันเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาวินิจฉัย ว่า ไม่ใช่เพราะมีเจตนาที่จะขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากมีผู้มาร้องขอให้ศาลดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งศาลก็ต้องไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่าการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ ตามที่มีการกล่าวหาหรือไม่ หากการให้ข้อเท็จจริงทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การดำเนินการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้อง ยังไม่มีพฤติการณ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ศาลก็ยกคำร้อง


“แม้ขณะนี้ยังไม่มีการยกร่างกันเป็นรายมาตรา และถ้าจะอ้างว่าผู้ที่ยกร่างก็เป็นส.ส.ร.ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือ พรรคการเมือง แต่คนเหล่านี้คือผู้ที่จะต้องให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่ส.ส.ร.เป็นผู้ยกร่าง จึงถือได้ว่าเป็นอำนาจสุดท้ายในการดำเนินการ  อีกทั้งหากส.ส.ร.ทำผิดหลักการขึ้นมาจะทำกันอย่างไร ดังนั้นศาลจึงอยากที่จะรู้ว่า คนเหล่านี้ มีความคิดในเรื่องรูปแบบของการปกครองอย่างไร เช่น ถ้าบอกว่าจะไม่แตะสถาบัน แต่ทำไมถึงไม่ยกเว้นในหมวด 1 หมวด 2 ไว้ อย่างนี้มันต้องชัดเจน และต้องให้ความมั่นใจกับประชาชน และผู้ที่ร้องมา เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากจะรู้เช่นกัน ซึ่งผู้ที่จะมาชี้แจงในชั้นไต่สวนก็เหมือนกับการให้สัญญาประชาคมกับสังคมและผู้ร้อง ว่า ถ้าหากส.ส.ร.ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาไม่เป็นไปตามที่ชี้แจงในชั้นไต่สวน คนเหล่านี้ก็จะไม่ยกมือรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเขาแถลงอย่างหนึ่ง แต่พอถึงเวลา กลับทำอีกอย่างหนึ่งประชาชนจะได้รู้ว่าใครโกหก ซึ่งเหมือนกับเป็นสัญญาลูกผู้ชาย สัญญาลูกผู้หญิง และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะไม่เลยเถิดเราต้องตรวจสอบตรงนี้ก่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการถ่วงดุลย์”  ประธานศาลรธน. กล่าว


นายวสันต์ ยังกล่าวอีกว่า การรับพิจารณาคำร้องดังกล่าว ไม่ถือว่าศาลเข้าไปแทรกแซงฝ่ายบริหาร หรือไปแทรกแทรงฝ่ายนิติบัญญัติ  แต่เป็นการดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ให้อำนาจเอาไว้  ถือเป็นการถ่วงดุลในการตรวจสอบ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจเข้าไปก้าวล่วงไปกำกับรัฐสภา จึงควรมองในทางบวก ว่าการที่ศาลรับคำร้องและมีการไต่สวน เพื่อทำให้ลดความตรึงเครียด และความหวาดระแวงของสังคมที่มีต่อรัฐบาล และรัฐสภาลงได้ อีกทั้งเป็นผลดีทั้งรัฐบาลและรัฐสภาด้วยซ้ำที่จะได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงและสร้างความมั่นใจให้กับสังคมได้ ถ้าพวกเขาแสดงความบริสุทธิ์ใจออกมาว่าไม่มีพฤติการณ์ตามที่เขาสงสัยมาก็จบ ก็เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย  และเรื่องนีก็ไม่เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ซึ่งคนละเรื่องกันอย่าเอามารวมกัน


เมื่อถามว่า ความรวดเร็วในการรับพิจารณาคำร้องดังกล่าว อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังอยู่ในชั้นของการยกร่างอาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญถูกมองว่า ไปรับงานใครมาหรือไม่ นายวสันต์ กล่าวว่า  หมายถึง ใครถ้าหมายถึงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จำได้ว่า เคยพูดกันครั้งเดียว ขนาดไปงานพระราชพิธี เจอและนั่งใกล้กันยังไม่เคยหันหน้าไปพูดกันเลย เพราะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว และเห็นว่าขณะนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังจะผ่านวาระ 3 ซึ่งในเนื้อหาค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้วว่าอะไรเป็นอะไร รวมทั้งหากพ้นจากวาระ 3 ไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถไปดำเนินการใดๆ ได้แล้ว หรือแม้แต่เมื่อส.ส.ร.ยกร่างเสร็จแล้วเป็นร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัย


“ศาลรัฐธรรมนูญจะอยู่หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจ และไม่ใช่ประเด็นที่ผู้ร้องเขาร้องมา แต่ประเด็นอยู่ที่ก่อนการดำเนินการต่อไปต้องชัดเจนก่อนว่ามีการซ่อนรูปแบบการปกครองบางอย่างเอาไว้หรือไม่ และจะเป็นการเอามาใช้แทนรูปแบบการปกครองในปัจจุบันหรือไม่  ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีหรือที่ประชาชนจะได้รับทราบพร้อมๆ กันในระหว่างที่ศาลไต่สวน ก่อนที่จะมีการแก้ไขต่อไป และอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญปี 50 นั้นก็ได้ผ่านการทำประชามติมา ก็ถือได้ว่ามาจากประชาชน เพราะฉะนั้นจะเป็นไรไปถ้าหากให้ประชาชนได้ทราบก่อนว่าการแก้ไขจะเป็นอย่างไรไม่ใช่หรือ ศาลไม่ได้ห้ามไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญเสียเมื่อไหร่  ”นายวสันต์  กล่าว


ทางด้านนายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณที่มีนักวิชาการออกมาแสดงความเห็นว่าการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกินขอบเขต ใช้อำนาจก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติและการออกคำสั่งดังกล่าวนั้นเข้าลักษณะที่อาจถูกถอดถอนได้ ว่า กรณีดังกล่าวเมื่อมีผู้ร้องมาเราก็ดำเนินการพิจารณาและก่อนที่จะลงมติก็ได้มีการพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าสมควรที่จะดำเนินการเช่นนั้น จึงมีหนังสือไปยังเลขาธิการสภา แจ้งต่อประธานสภา และสมาชิก ทราบว่าศาลได้มีคำสั่งให้ชะลอการลงมติในวาระที่ 3 ไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา  ซึ่งคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ตุลาการฯก็ได้มีการพิจารณากันแล้วว่า การสั่งให้ชะลอการลงมติก็ไม่มีผลอะไร ที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ช้าหน่อย เพื่อความชัดเจนก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็นอะไร  เแต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกไปแล้วไม่ฟังหากเกิดเรื่องขึ้นมาสภาก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ


“เมื่อมีคนร้องขึ้นมาว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นมันผิดหลักการ เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมาพิจารณาว่า จริงหรือไม่ ไม่ได้เป็นการไปขั้ดขวางไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการอย่างทราบความชัดเจนในการดำเนินการว่าผิดหลักการตามที่ผู้ร้องร้องมาหรือไม่ หากไม่มีคนร้องศาลก็ทำไม่ได้ ดังนั้นการดำเนินการออกคำสั่งไปนั้นเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งก็ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจน ส่วนใครเห็นว่าเราทำเกินอำนาจหน้าที่อยากจะถอดถอนก็ไม่ได้ว่าอะไร และรัฐธรรมนูญก็ให้สิทธิ์ไว้ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนไป อีกทั้งที่เห็นว่าเป็นการก้าวก่ายก็เป็นเพียวความเห็นของนักวิชาการ หรือใครก็มีความเห็นได้ ไม่ได้ว่าอะไร และขอยืนยันว่าเราดำเนินการตามรัฐธรรมนูญที่ให้ไว้” นายบุญส่ง กล่าว


ขึ้นป้ายไล่"หมอวรงค์"ทำคนพิษณุโลกอับอาย





ชาวบ้านจอดรถถ่ายรูปจำนวนมาก คาดเป็นฝีมือกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 3 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณสะพานลอยห้าแยกโคกมะตูม หน้าโรงเรียนวัดศรีวิสุทธาราม ถนนพิชัยสงคราม  อ.เมือง จ.พิษณุโลก ได้มีป้ายลึกลับสีแดงขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3 เมตร แขวนปิดไว้ โดยพื้นที่ป้ายมีข้อความเขียนขับไล่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีรูปภาพเหตุการณ์ชุลมุนวิวาทภายในรัฐสภา จำนวน 6 รูป  เชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำป้ายมาติดขับไล่ นพ.วรงค์  

โดยป้ายที่นำมาแขวนไว้ สร้างความประหลาดใจและสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนที่ชื่นชอบและรักนพ.วรงค์ อยากขึ้นไปปลดป้ายออกแต่ก็ไม่กล้า เพราะกลัวถูกตำรวจจับ ขณะที่ร้านค้าบริเวณใกล้เคียงบอกว่า คนที่นำป้ายมาติดไว้น่าจะลงมือช่วงกลางคืน เนื่องจากออกมาเปิดร้านค้าขายช่วง 04.00 น. ก็เห็นป้ายนี้แล้ว เมื่อผู้ผ่านไปมาเห็นป้ายก็จอดรถถ่ายรูปจำนวนมาก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปี 2555 มีการใช้ป้ายเขียนข้อความต่าง ๆ แสดงออกทางการเมืองในจ.พิษณุโลก หลายครั้งหลายครา โดยมากจะติดตามสะพานลอยคนข้ามถนน สะพานสูง ถนนมิตรภาพ อาทิ ป้ายแพงทั้งแผ่นดินของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ป้ายที่ไม่สามารถระบุที่มาที่ไปของผู้ติดตั้งได้ ที่ติดบริเวณสะพานสูง เขียนโจมตีส.ส.ในสภา

ฆ่าเหี้ยมหนุ่ม "ตัดหู-จมูก"เหล็กแหลมเสียบหัวโยนทะเล





แก๊งค้ายาสุดอำมหิต เห็นหนุ่มแอบมารู้เห็นพฤติกรรม เลยจับเฉือนจมูก-ตัดใบหู-เหล็กแทงศีรษะสยอง
เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (3 มิ.ย.) พ.ต.ท.ประกอบ บุญขวัญ สวส.สภ.ท่าฉัตรชัย อ.ถลาง จ.ภูเก็ต รับแจ้งมีพบศพลอยน้ำถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยหาด บริเวณหาดในยาง หมู่ 1 ต.สาคู รุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.วีรวัฒน์ จันทร์วิจิตร ผกก. เจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต และ อาสาสมัครจุดบ้านคอเอน ที่เกิดเหตุบริเวณบนหาดทรายพบศพผู้เสียชีวิตเป็นชายวัยฉกรรจ์ไม่ทราบชื่อ อายุระหว่าง 33-40 ปี นุ่งกางเกงในสีดำตัวเดียว ไม่มีเอกสารติดตัว  สภาพศพโดนตัดที่จมูก ใบหูซ้ายขวาทั้ง 2 ข้าง และกลางศีรษะโดนคล้ายเหล็กแหลมเจาะเป็นรูลึก คาดเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง จากการสอบถามชาวบ้านในละแวกที่เกิดเหตุ ต่างระบุตรงกันไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักผู้ตายมาก่อน

เบื้องต้นตำรวจสันนิฐานว่า ผู้ตายน่าจะไปได้ยินหรือรู้เห็นของแก๊งค้ายาบ้า และโดนคนร้ายไม่ต่ำกว่า 4 คนจับตัวทรมานด้วยการตัดใบหู-จมูกก่อนเอาเหล็กแหลมแทงเข้ากลางศีรษะ จากนั้นนำโยนทิ้งทะเลเพื่อให้เป็นอาหารปลา จนศพลอยมาเกยชายหาดดังกล่าว หากใครสงสัยเป็นญาติให้มาติดต่อได้ที่ สภ.ท่าฉัตรชัยตลอดเวลา.